ตอนที่1: เห็นงานเป็นลม เห็นอาหารและขนมเป็นสู้ตาย

ตอนที่1: เห็นงานเป็นลม เห็นอาหารและขนมเป็นสู้ตาย Emarindra- a bored office girl who likes eating

 

ขนมครกใบเตยที่อยู่ตรงหน้า รูปทรงดอกไม้สีเขียวมรกตสดใส แต่กลิ่นใบเตยที่เคยหอมเย้ายวนใจหายไปหมดแล้ว หญิงสาวผมยาวหน้าหมวยแต่ตาโต ปรายตามองขนมสีเขียวในกล่องกระดาษนั้นแล้วจิ้มขนมมาหนึ่งชิ้น กัดกินคำโตไปค่อนชิ้น ไม่มีแล้วขนมที่อุ่นๆมีควันนิดๆลอยออกจากปากเมื่อกัดคำแรก ไม่มีอีกแล้วรสสัมผัสนุ่มๆหยุ่นๆเหนียวนิดๆหนึบหน่อยกำลังดีที่ได้กินเมื่อวาน ตอนนี้ขนมเย็นชืด เนื้อเหนียวปนแข็งกระด้าง เธอหลับตาเคี้ยวตุ้ยๆรีบกลืนขนมลงท้องแล้วจิบกาแฟผสมแบบทรีอินวันที่วางข้างๆกันเพิ่มความคล่องคอ กาแฟมีความร้อนเท่าอุณหภูมิห้อง คือไม่ได้มีความร้อนหรืออุ่นอะไรเหลืออยู่เลยเพราะชงค้างมาตั้งแต่เช้า หญิงสาวทำหน้าบอกไม่ถูกให้กับรสชาติอาหารที่เพิ่งรับประทานเข้าไป ส่ายหัวให้ขนมค้างคืนและกาแฟค้างมาแต่เช้า มันไม่เหลือความอร่อยเลยแม้แต่น้อยแต่ก็ยังให้พลังงานกับเธอได้ลุยงานต่อไปอยู่บ้าง หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ แล้วหันกลับไปมองจอคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์อะไรลงไปอย่างคล่องแคล่ว

 

“ฉันได้งานใหม่แล้ว” เสียงแหลมๆเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ลอยผ่านลมมาจากประตูออฟฟิศชั้นยี่สิบของอาคารใหม่ใจกลางกรุงเทพ เข้ามาที่ห้องทำงานมุมด้านในของออฟฟิศของหญิงสาวที่นั่งพิมพ์งานในคอมพิวเตอร์แบบนิ้วรัว โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียงแหลมๆนั้นเลย ข้างๆตัวเธอยังมีขนมครกเขียวกาแฟแก้วเย็นชืดวางอยู่ ผู้หญิงตัวท้วมๆผมซอยสั้นคนหนึ่งเดินกึ่งวิ่งพร้อมโบกโทรศัพท์มือถือตามเสียงแหลมนั้นมุ่งหน้ามาที่ห้องทำงานด้านใน สภาพความเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของร่างท้วมดูขัดกันกับพื้นหลังของโต๊ะทำงานทีเป็นระเบียบรวมถึงผนังกระจกใสและตึกระฟ้าด้านนอกที่ดูสงบนิ่ง

 

“อิ่ม คุณอิ่มว้อย แก ฉันได้งานใหม่แล้ว เนี่ยๆเค้าเพิ่งส่งจดหมายมายืนยัน แล้วส่งร่างสัญญามาให้ดูด้วยอ้ะ ขอบใจแกมากนะที่ช่วยสอนช่วยติวการสัมภาษณ์งานให้ฉันอ้ะ ถ้าไม่ได้เคล็ดลับจากอิ่มนะ ฉันคงไม่ได้งานนี้แน่ ขอบใจจริงๆ ฉันจะได้ไปจากที่นี่ซะที” สาวร่างท้วมส่งเสียงร้องดีใจแบบไม่หยุดหย่อนและกระโดดกอดเพื่อนสาวที่ชื่ออิ่มแล้วยกตัวเธอขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่พร้อมเขย่าตัวไปมาอย่างมีความสุขโดยไม่มีที่ท่าว่าจะเลิก จนหญิงสาวคนที่ร่างบางกว่าเล็กน้อยต้องรีบโบกมือให้หยุด

“เออๆ ยินดีด้วยแป๋ว แต่เบาๆหน่อยเดี๋ยวคนในออฟฟิศก็แตกตื่นกันหมดหรอก ดีใจด้วยจริงๆเพื่อน แต่แกรอแป๊บนึงนะ” อิ่มค่อยๆแกะร่างออกจากอ้อมกอดเพื่อน แล้วกลับไปนั่งตามเดิม สาวร่างท้วมที่ชื่อแป๋วก็นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามรออย่างรู้งาน แต่ก็ยังไม่สามารถหุบรอยยิ้มอันเบิกบานนั้นได้ ส่วนอิ่มก็พิมพ์อีเมลต่ออีกสองประโยค อ่านทวนอย่างรวดเร็วแล้วกดส่งออก

เสร็จแล้วใช่ไหม นี่มันเลยเวลาพักเที่ยงแล้วแก ไม่มีใครเหลือแล้ว มีแต่ผู้หญิงบ้างานอย่างแกเนี่ยแหล่ะ ไม่รู้เวล่ำเวลากิน นี่ยังดีนะที่พอกินแล้วแกยังกินเยอะ มีแรงมาทำงานจับกังชั้นสูงในห้องแอร์อย่างงี้” แป๋วพูดประชดประชัน สาวหน้าหมวยยกนาฬิกาขึ้นดู

“เอ๊ย เที่ยงกว่าแล้วจริงๆด้วย มิน่าล่ะเริ่มหิว .. ว่าแต่แกได้งานอะไรที่ไหน ยังไง เล่ามาละเอียดๆซิ” แป๋วทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

“เออ ฉันก็สมัครงานไปหลายที่จัดนี่นา แกคงจะงง ก็บริษัทไอทีที่เคยเล่าให้ฟังไง ว่าเค้าเปิดรับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่สำนักงานอยู่ตรงอโศกไงแก เค้ารับฉันแล้ว ให้เงินเดือนตามที่ขอด้วย ตามแกสอนฉันไว้เป๊ะเลย ตำแหน่งแบบนี้กับออฟฟิศแบบนี้แหล่ะแกที่ฉันฝันไว้เลย ชอบมากเลยแก ดีใจน่ะ” สาวร่างท้วมหน้ากลมพูดจาฉะฉานไม่มีทีท่าว่าจะหุบยิ้มได้ ตาที่เล็กอยู่แล้วพอยิ้มมากเข้าก็ยิ่งเล็กหนักเข้าไปอีก ทว่าแววตาความดีใจได้ฉายประกายเปล่งเจิดจ้าออกมาจากตาคู่เล็กนั้นอย่างชัดเจน

“อ๋อ บริษัทนี้แกอยากได้มากเลยนี่ ผู้ชายเยอะวิศวะกรแยะ เผื่อแกจะได้ลงจากคานซักทีใช่ไหม ดีใจด้วยนะแก แกควรได้ตำแหน่งอย่างงี้มานานละ” สองสาวลุกขึ้นยืนกอดกันอย่างยิ้มแย้ม แล้วพักนึงอิ่มก็ชะงักเลิกคิ้วสูง ค่อยๆแกะตัวเองออกจากอ้อมกอดของเพื่อน

 

“แต่ก็แปลว่าแกก็จะลาออกตามกิ๊บกะอ้อมไปอีกคน ใจหายนะเนี่ย พวกแกทิ้งฉันเป็นป้าเฝ้าออฟฟิศคนเดียว ทิ้งฉันไว้กับพวกเด็กใหม่ๆ เดี๋ยวนี้นะ พอคุยเรื่องสัพเพเหระแล้วไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่เด็กๆคุยกันเลย คนละวัยแล้วจริงๆ” แม้หน้าตาจะยิ้มแย้มดีใจกับเพื่อน แต่แววตาของอิ่มก็มีความรู้สึกท้อใจและครุ่นคิดฉายมาแวบหนึ่ง

 

“แล้วฉันล่ะ” อิ่มคิดในใจ แอร์เย็นเฉียบของออฟฟิศ ไม่ได้ช่วยให้เหงื่อที่ซึมออกมาของอิ่มหยุดไหลได้เลย แม้ว่าเธอจะดีใจกับเพื่อนมากเพียงใดแต่ลึกๆแล้วก็อดเซ็งกับชีวิตของเธอเองไม่ได้วันธรรมดาก็ทำแต่งานตั้งแต่เช้าตรู่ยันมืดค่ำ ต้องมานั่งกินขนมเขียวค้างคืนประทังชีวิตอย่างสุดรันทด เธอมองกลับเข้าไปที่กล่องขนมบนโต๊ะทำงานด้วยสายตาปลงชีวิต

“คุณอมรินทราคะ แกอย่ามา แกมันตำแหน่งสูงกว่าพวกฉัน จะย้ายไปไหนทีก็ต้องคิดเยอะกว่า มีหลายปัจจัยกว่า แต่ถ้าแกจะไปจริงๆนะ เดี๋ยวก็หาได้ ไม่เห็นแกจะหางานจริงๆจังๆซะที ดูฉันสิ ไม่เคยสัมภาษณ์งานได้เรื่องเลย แกยังจับมาฝึกซะฉันดูโปร สมัครไป 5-6 ที่เนี่ยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีแล้วก็ได้งานเลย ไปกินข้าวเที่ยงแก้เซ็งกัน วันนี้แกจะกินไรบอกมา ฉันเลี้ยงเอง มื้อใหญ่ เต็มที่เลย ดีใจอ้ะ” แป๋วพูดน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความสุขและความหวังพลางลากแขนอิ่มออกมาจากห้องทำงาน เดินมุ่งหน้าออกไปด้านนอก “มื้อนี้ไม่ต้องเลี้ยงนะแป๋ว ฉันต้องรีบกลับมาทำรายงานต่อให้เสร็จ ไปนานไม่ได้ ฉันจะรอรวมมื้อเย็นใหญ่ๆ หนักๆทีเดียว เอาให้คุ้มค่าที่ฉันเปลืองน้ำลายติวแกเรื่องการสมัครงาน”

 

อิ่มเริ่มยิ้มขึ้นมาได้เมื่อได้เปลี่ยนมาคิดเรื่องอาหารอร่อยๆที่เธอชื่นชอบ แต่สำนักงานแห่งนี้ไม่มีให้เธอ “เอาเลยค่ะโค้ชอิ่ม ที่ปรึกษาเรื่องงานดีเด่นแห่งสยามประเทศ ไปกันเถอะ วันนี้กินข้าวเที่ยงใกล้ๆนี่ก่อน มีร้านญี่ปุ่นใหม่มาเปิดที่ห้างข้างๆออฟฟิศเนี่ย ไปลองกัน” แป๋วลากอิ่มมาถึงหน้าลิฟท์แล้วกดปุ่มลงไปชั้นล่าง “เออ ดี จะได้ลงรูปในไอจีกับเฟสบุ๊กเพิ่มด้วย” แล้วสองสาวก็หยิบกระเป๋าเดินออกไป

 

แป๋วเดินคุยโทรศัพท์ไปตลอดทาง เปิดโอกาสให้อิ่มได้นึกคิดอะไรฟุ้งซ่านไปเรื่อย ความฟุ้งซ่านและเพ้อเจ้อนี่เป็นนิสัยของอิ่มที่ไม่ค่อยจะมีใครได้เห็นนักเพราะวันๆทำแต่งานไม่ค่อยมีเวลาว่างให้อิ่มได้นักคิดอะไรไปเรื่อยๆตามที่เคยทำตอนเด็กๆ อิ่มนึกย้อนไปในอดีตเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เธอและเพื่อนสามสาวเข้ามาทำงานในบริษัทนี้พร้อมๆกันจากคนละที่มาจากคนละภูมิหลัง อีกสามคนเป็นพนักงานอยู่ฝ่ายขาย ขณะที่อิ่มเข้ามาในตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด สี่ปีกว่าที่อยู่ที่นี่มา ทุกคนลงความเห็นว่า งานน่าเบื่อมาก ใช้งานก็หนัก แต่เพราะเงินเดือนค่อนข้างสูงและสวัสดิการดีจึงทำให้เธอไม่เคยได้หางานใหม่อย่างจริงจังซักที แต่เพื่อนๆก็พยายามหากันมาเป็นปีแล้วและทยอยประสบความสำเร็จ ทำตามความฝันได้ดีกันไปทีละคนสองคน

นี่รวมแป๋วก็แปลว่ารุ่นที่เข้ามาไล่ๆกันจะเหลืออิ่มเฝ้าออฟฟิศนี้อยู่คนเดียวแล้วสินะ กิ๊บสาวหวานผมยาวหัวโบราณ ลาออกไปแต่งงานเป็นแม่บ้านเพราะสามียินดีดูแลได้ ส่วนอ้อมสาวแนวสุดซ่าหัวสมัยใหม่ลาออกไปเปิดร้านอาหารและทำอาหารกล่องอาหารคลีนสุขภาพขายตามออฟฟิศและขายออนไลน์กับน้องสาวที่บ้าน ทั้งคู่ทิ้งชีวิตลูกจ้างห้องแอร์เงินเดือนสูงไปทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำ กิ๊บบอกว่ายอมทิ้งงานไปเป็นศรีภรรยาเพราะเป็นความใฝ่ฝัน ถ้าลูกโตเข้าโรงเรียนแล้วก็อาจจะเปิดกิจการอะไรเล็กๆทำคลายเหงาแต่ต้องมีเวลาไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน ส่วนอ้อมพอเก็บเงินได้ตามเป้าหมายก็ลาออกทิ้งรายได้ประจำไปเปิดกิจการเล็กๆของตัวเองกับน้องสาว ได้สตางค์ไม่แน่นอนแต่อ้อมบอกว่าสบายใจไม่เป็นลูกน้องใคร เหนื่อยแต่อิสระ เงินทองได้มาก็เป็นของสองพี่น้องเองไม่ต้องแบ่งใคร ไม่รู้สึกว่าทำงาน เพราะมีความสุขและสนุก เธอได้แต่ติดตามชีวิตเพื่อนผ่านทางโลกออนไลน์ทั้งเฟสบุ๊คและอินสตาแกรม จากที่เห็นตามรูปต่างๆที่โพสลงโซเชียลมีเดีย กิ๊บและอ้อมดูจะมีความสุขดี

 

อิ่มมองดูตัวเองแล้วก็รู้ว่าอิ่มไม่กล้าหาญพอที่จะออกไปทำในสิ่งที่ชอบอย่างนั้น อาจจะเพราะด้วยทางครอบครัวของเธอเป็นข้าราชการและพนักงานออฟฟิศด้วยกันแทบทุกคนตั้งแต่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย จนมาถึงรุ่นพ่อแม่ลุงป้า ไม่มีใครเป็นเจ้าของกิจการเลย ตอนเด็กๆจำได้ว่าคุณแม่เคยปล่อยเงินกู้ ได้ดอกเบี้ยดีอยู่พักนึงแล้วก็โดนเชิดเงินหนีไป สมัยนั้นเทคโนโลยีอะไรก็ยังไม่ทันสมัย ติดตามตัวลูกหนี้ก็แสนยากเย็น เลยกลายเป็นยิ่งลงทุนยิ่งเสียเงิน ที่บ้านของเธอจึงมีความคิดกันว่าเป็นลูกจ้างเค้าดีกว่า สบายใจ เงินเดือนน้อยหน่อยแต่สิ้นเดือนก็มีเงินเข้ามาแน่นอน ไม่ต้องไปเครียดอะไรมาก แล้วถ้าเก่งหน่อยก็ไปเป็นลูกจ้างระดับแพงๆเงินเดือนสูงๆยิ่งสบาย นั่นเป็นสาเหตุหลักที่บ้านของอิ่มไม่มีใครร่ำรวยเลยแต่ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายตามอัตภาพ ญาติๆต่างลงความเห็นว่า ชีวิตอิ่มทุกวันนี้สบายมากแล้ว การงานก็มั่นคงก้าวหน้า เงินเดือนเยอะสวัสดิการดี ซื้อคอนโดซื้อรถเองได้ไม่ต้องรบกวนใคร แถมยังส่งเงินให้ที่บ้านทุกๆเดือนอีกด้วย

 

อิ่มคิดไม่ออกว่าสภาพตัวเองตอนไปเปิดบริษัทเอง ทำงานเป็นเจ้านายตัวเองจะเป็นยังไง มันเหมือนเป็นอีกโลกนึงที่อิ่มไม่เคยสัมผัส อยากลองน่ะใช่อยู่แล้วแต่จะไหวไหม จะเริ่มยังไง จะคุ้มไหม นี่เป็นคำถามที่อิ่มเฝ้าถามตัวเองมาเป็นปีๆแต่ก็ตัดสินใจไม่ได้ซักที “เดินคิดอะไรหน้าเครียดมาตลอดเลยแก? ถึงร้านแล้ว กินข้าวอร่อยๆกัน” เสียงของแป๋วดังขึ้นช่วยหยุดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของอิ่มไปได้ชั่วขณะหนึ่ง การกินอาหารอร่อยๆช่วยให้อิ่มคลายเครียดได้เสมอ พนักงานเปิดประตูต้อนรับและพาอิ่มกับแป๋วไปที่โต๊ะ ร้านนี้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบบเน้นข้าวและอาหารจานเดียว อยู่ในห้างกลางเมือง แอร์เย็นสบาย ร้านโปร่งดูโล่งด้วยผนังกระจกใสและพื้นร้านสีขาวสะอาด ทั้งคู่ดูเมนูอย่างรวดเร็วแล้วสั่งอาหารคนละอย่างแบบเพื่อมาแบ่งกันชิม ชีวิตพนักงานออฟฟิศกลางเมืองกรุงเทพ ไม่มีเวลามากนักสำหรับมื้อเที่ยง วันนี้ไม่ต้องไปกินข้าวที่เต๊นท์หรือไม่ต้องฝากแม่บ้านซื้อข้าวแกงหรืออาหารตามสั่งเข้ามากินที่โต๊ะก็ถือว่าดีมากแล้ว อิ่มและแป๋วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็คข่าวคราวจากโลกภายนอกออฟฟิศทางโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้พูดคุยกันมากทั้งๆที่มากันแค่สองคน พออิ่มนึกขึ้นได้ก็ลองกวาดตาดูรอบๆร้าน โต๊ะอื่นถึงจะมากี่คนก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้พูดคุยกันเองแต่ต่างคนต่างมองโทรศัพท์แล้วก็เอามือจิ้มๆ กดๆ แล้วแอบยิ้มหรือหัวเราะคิกคักไปเองอยู่คนเดียว มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาของยุคนี้ไปแล้ว

---------------------------------------------------

“ข้าวห่อไข่ลาวาแกงกะหรี่ทงคัทสึ กับชุดข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาแซลม่อนกุ้งเทมปุระได้แล้วค่ะ” พนักงานเสิร์ฟวางจานอาหารด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างหงิกเพราะคนเยอะ เธอคงจะเหนื่อย แป๋วชี้ให้พนักงานวางข้าวห่อสาหร่ายให้เธอแล้วชี้ให้วางอีกจานให้อิ่ม อิ่มไม่ได้สนใจพนักงานมากนักแต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล็งและถ่ายรูปหลายต่อหลายมุมเพื่อที่จะถ่ายทอดชีวิตของอาหารจานนี้ลงไปเป็นภาพนิ่งที่สะกดให้คนที่พบเห็นต้องกลืนน้ำลายกันให้ได้

 

บนจานกระเบื้องเคลือบสีทูโทนขนาดพอเหมาะข้างหน้าของอิ่ม มีข้าวสวยแบบญี่ปุ่นเม็ดกลมสั้นที่ร้อนควันลอยหอมฉุยวางอยู่เป็นฐาน ด้านหนึ่งมีแกงกะหรี่เนื้อแบบญี่ปุ่นสีแดงออกน้ำตาลเข้มราดมาในปริมาณมากเลยคำว่าขลุกขลิกไปนิดหน่อย กลิ่นน้ำแกงข้นๆหอมผงกะหรี่อบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้อสตูว์เปื่อยๆ เพียงมองด้วยตาก็รู้ว่าแกงมีความเข้มข้นที่ไม่ธรรมดา แครอทและมันฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมขนาดพอคำในแกงนั้นเห็นได้ชัดว่าเปื่อยจากการเคี่ยวน้ำแกงมานานและยังช่วยเติมสีสันและรสสัมผัสให้แกงกะหรี่ได้อย่างดี อีกด้านของจานข้าวเป็นหมูชุบแป้งทอดทงคัทสึแบบญี่ปุ่นมีแป้งด้านนอกที่ผสมเกล็ดขนมปังที่ถูกทอดให้กรอบเป็นสีเหลืองทอง เกล็ดขนมปังเพิ่มความกรอบและหน้าตาของหมูทอดให้ดูฟูพองเป็นปุยๆ น่ากัดเข้าไปคำโตๆให้มีเสียง กร้วม อย่างสะใจ พ่อครัวหั่นหมูทอดมาให้เห็นว่าขณะที่แป้งด้านนอกดูกรอบพองฟูมากแต่เนื้อหมูด้านในสุกกำลังดีและยังมีความชุ่มฉ่ำของเนื้อหมูอยู่เต็มเปี่ยม แสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบสดใหม่และคนทอดรู้อุณหภูมิของน้ำมันเป็นอย่างดี

สิ่งที่โปะอยู่เหนือสุดของอาหารจานนี้ซึ่งคือไฮไลท์ของจานก็คือไข่ลาวาแบบญี่ปุ่น ที่เหมือนไข่เจียวข้นๆที่ถูกม้วนตลบเป็นรูปวงรี ผิวไข่ด้านนอกตึงเนียนสวย มีพริกป่นและผงสาหร่ายโรยทับมาเพิ่มกลิ่นและสีสัน เมื่ออิ่มถ่ายรูปนิ่งเรียบร้อยไปสามสี่มุมแล้วก็ถึงเวลาที่อิ่มรอคอย นั่นก็คือการทลายไข่ลาวา อิ่มเปลี่ยนโหมดกล้องในโทรศัพท์มาเป็นการถ่ายวีดีโอ แล้วเปลี่ยนมาใช้มือซ้ายถือถ่ายในขณะที่มือขวาถือมีดค่อยๆผ่ากลางตามทางยาวของไข่ลาวา เนื้อไข่ด้านนอกที่เรียบตึงเนียนสวยก็ค่อยๆแยกออกจากันตามรอยมีด เผยช่องให้เห็นไข่ข้นๆปรุงพอสุกข้างใน พอผ่าไข่มาได้เกือบครึ่งทางไข่ข้นๆก็ค่อยๆไหลเยิ้มลงมาเป็นลาวาไหลทับลงบนข้าวเลยมาถึงหมูทอดและแกงกะหรีด้วย พอกรีดมีดผ่าผ่านตลอดแนวยาว ไข่เหลืองนวลก็แตกโพละแยกออกจากกันเผยให้เห็นไข่ออมเลทแบบข้นๆนุ่มๆ ที่ฝรั่งเรียกว่าไข่ running นิดๆ ไข่ลาวาบวกกับแกงกระหรี่และหมูทอดในจานเดียว ดูลงตัวน่ากินและเยอะสะใจ อิ่มถ่ายวีดีโอเองยังแอบกลืนน้ำลาย

 

เมื่ออัดวีดีโอได้เป็นที่พอใจแล้ว อิ่มก็ตักทั้งข้าวทั้งไข่ทั้งหมูทอดและแกงกะหรี่รวมอยู่ในคำโตๆคำเดียวกันแล้วค่อยๆตักเข้าปาก หลับตาพริ้มแล้วเคี้ยวตุ้ยๆอยู่เป็นนาน พอกลืนลงคอไปก็ลืมตามองเพื่อน “อร่อยดีหว่ะแป๋ว ราคาดีด้วย อย่างงี้ให้คะแนนสี่หมูครึ่งจากเต็มห้าเลย หักคะแนนพนักงานหน้างอเมื่อกี๊ไปครึ่งคะแนน อ้ะแกชิมดิ” อิ่มยื่นจานตัวเองให้เพื่อนตักชิม “เหรอๆ ข้าวห่อสาหร่ายของฉันก็อร่อยนะ กุ้งทอดกรอบดีอ้ะแกชิมดิ” แป๋วยื่นจานตัวเองมาให้อิ่มชิมเช่นกัน ต่างคนต่างกินจนอาหารทั้งสองจานหมดเกลี้ยง พอกินอิ่มรวมช้อนส้อม รวบตะเกียบ อิ่มดูดชาเขียวเย็นอึกใหญ่จนหมดแก้ว แล้วเรียกพนักงานเก็บสตางค์

 

ขณะที่รอเก็บเงินอิ่มก็ลงรูปและวีดีโอที่เพิ่งถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ แต่งแสง ใส่สี เติมคำบรรยายภาพแล้วกดเช็คอินลงในโซเชียลมีเดียอย่างคล่องแคล่ว “ฉันเห็นแกลงรูปอาหารอะไรเนี่ยมานานแล้วนะ ให้ใครดูวะอิ่ม ลงในไหนบ้าง? เห็นลงมาเป็นปีแล้วเนี่ย” “ก็ลงรูปสนองความต้องการของตัวเองน่ะแก ที่เค้าเรียกสนอง need ตัวเองไง ไม่ได้ลงอวดใครหรอก ฉันก็ลงพวกสื่อออนไลน์ โซเชี่ยลมีเดียนิดหน่อย อย่างเช่น อินสตาแกรม Instagram กับ เฟชบุ๊ค Facebook เป็นหลัก นานๆทีก็ลงทวิตเตอร์ Twitter ด้วย มันเป็นความทรงจำด้วยนะแก ว่าวันไหนไปกินอะไรมา เวลาต้องพาใครไปกินอะไรคิดไม่ออกก็มาดูรูปเก่าๆก็จะได้คิดออกไง ว่าวันนี้ไปกินอะไรดี” “อ่อ แกงานเครียดไปน่ะสิ เลยมาระบายออกด้วยการกิน และการถ่ายรูปและแชร์รูปของกินในโซเชี่ยลมีเดีย ฉันดูแต่ในเฟสบุ๊คน่ะก็เห็นมีคนมาไลค์รูปอาหารแกแต่ละรูปก็หลายสิบคนอยู่นะ แต่ฉันไม่ค่อยเข้าอินสาแกรมเลย ว่าแต่ตอนนี้แกมีคนตามกี่คนแล้วหล่ะ” แป๋วตามด้วยความอยากรู้

 

“ในอินสตาแกรม เพิ่งมีครบพันคนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองแป๋ว ฉันงี้โคตรดีใจ” อิ่มยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆแต่มันเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งใหญ่ของเธอที่ได้ค่อยๆสร้างอะไรขึ้นมาเองกับมือ “โห เก่งมาก! ใครมาติดตามแกเป็นพันคนวะ คนไทยหรือฝรั่ง?” แป๋วพูดเสียงสูงด้วยความตื่นเต้น “ก็ผสมๆปนๆกันไปกันนะ บางคนเริ่มเป็นแฟนคลับนะเว้ย มากดไลค์แทบทุกรูป แถมชมฉันด้วยว่าถ่ายรูปสวย” อิ่มยิ้มเต็มที่แววตามีความภูมิใจเวลาได้พูดถึงการถ่ายรูปและชิมอาหาร หน้าตาเปลี่ยนเป็นอิ่มคนอารมณ์ดีคนเดิมไม่ใช่เป็นคุณป้าที่นั่งพิมพ์งานอยู่ในสำนักงานเมื่อซักครู่นี้

 

“ไหนๆ เอามาขอดูหน่อย อย่างรูปไข่ลาวาแกเมื่อกี๊อ้ะ สวยยังไง” แป๋วยื่นหน้าเข้ามาดูรูปจากโทรศัพท์มือถือของอิ่ม “อ้ะ เชิญทัศนา ฉันลงวีดีโอเสร็จพอดี อินสตาแกรมแล้วลิ้งค์ไปเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์เรียบร้อย ยิงปืนนัดเดียวได้สามช่องทางเลยจ้ะ” อิ่มยื่นโทรศัพท์ให้เพื่อนดูรูปและวีดีโอ แป๋วดูแล้วทำตาโต เลียปากตามพร้อมกลืนน้ำลาย “เฮ้ย สวยหว่ะ ตอนไข่กำลังแตกโพละนี่แบบ โห ขนาดตอนนี้แน่นพุงไปหมด ยังแอบกลืนน้ำลาย น่ากินโคตร ชั้นกดติดตามแกด่วน ฟอลโล่วเรียบร้อยค่ะ” แป๋วยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างขึ้นชมเพื่อน “อิอิ ขอบใจนะแก นี่แหล่ะ สิ่งที่ทำให้ฉันชุ่มชื่นหัวใจ” อิ่มพูดอย่างยิ้มแย้ม

 

“นี่ถ้าแกทำอย่างงี้แล้วได้เงินทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ด้วยนะ มันคงเจ๋งมากเลยนะแก” แป๋วพูดแล้วดื่มชาเขียวอึกสุดท้ายจากแก้ว “โอ๊ย แก มันยากนะ จะเป็นคนชิมอาหารหรือคนเขียนรีวิวอาหารมืออาชีพที่สมัยนี้เค้าเรียกฟู้ดบล๊อกเกอร์ เนี่ย มันต้องทำยังไงบ้างฉันยังไม่รู้เลย” อิ่มพูดเสร็จแล้วคิดในใจ เธอไม่รู้จริงๆว่าเขาทำกันอย่างไร เริ่มต้นตรงไหน “ก็ทนๆทำงานประจำตำแหน่งหรูหราของแกต่อไปก่อนเถอะ เงินดีจะตาย” แป๋วช่วยสรุปให้พลางนับเงินทอนที่พนักงานนำมาวางไว้ “คงงั้นล่ะแก เบื่อก็ทนๆเอา นี่เก็บตังค์เสร็จแล้ว รีบกลับไปทำงานกันเหอะแก ต้องเดินอีกหลายไฟแดง ไปกันเถอะ” สองสาวลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินมุ่งหน้ากลับไปยังสำนักงาน ตามวงจรชีวิตสาวออฟฟิศที่ดี

-------------------------------------------

 

แอร์เย็นๆที่ออฟฟิศช่วยคลายความร้อนจากการเดินออกไปรับประทานอาหารเที่ยงข้างนอกได้อย่างดี ทั้งที่ออกไปตอนเที่ยงกว่าแล้วแต่ อิ่มก็กลับนั่งลงที่เก้าอี้ตอนบ่ายโมงพอดีไม่ให้ใครว่าเรื่องกลับมาสายได้ เธอเปิดคอมพิวเตอร์นั่งท่าเตรียมพร้อมทำงาน แต่เมื่อเห็นว่ามีอีเมลใหม่เข้ามา สามสิบสองฉบับ อิ่มก็ตาโตด้วยความตกใจ “เพิ่งจัดการเคลียร์อีเมลก่อนออกไปกินข้าว แค่เวลาไม่ถึงชั่วโมงมันมาจากไหนมากมายได้ขนาดนี้?” อิ่มอุทานกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เพลียใจ พลางคิดว่าอาจจะไปลูกค้าทางแปซิฟิกที่ใกล้จะหมดวันแล้วเพราะเรื่องเวลาที่ต่างกัน อีเมลมาจิกจะเอางานแหงๆ

อ่าว ไม่ใช่ กลายเป็นสำนักงานที่ดูไบเพิ่งตื่น อีเมลมาต่อว่าเราที่ลูกค้าให้คะแนนประเมินสำนักงานดูไบต่ำแล้วจะลดออเดอร์ยอดสั่งซื้อในไตรมาสหน้า หาว่าทั้งหมดเพราะสำนักงานภูมิภาคเอเชียที่กรุงเทพไม่ได้ช่วย จะไปฟ้องสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก เอ้า แกทำงานกันแย่เองแล้วมาโทษฉันเนี่ยนะ แค่ดูแลลูกค้าฉันเองก็จะตายอยู่แล้ว ทีมอื่นยังมาโบ้ยความผิดให้อีก อิ่มกุมขมับพลางคิดว่าเดี๋ยวโดนผู้จัดการใหญ่เรียกไปด่าแน่ สามสิบกว่าอีเมล กี่ชั่วโมงจะตอบหมดหล่ะเนี่ย บ่ายนี้มีประชุมอีก โอ๊ย อะไรกันนักหนา

อิ่มเอามือลูบหน้าแล้วสะบัดหัวพยายามสลัดความขุ่นใจออกไปเพื่อจะได้ทำงานต่อให้เสร็จ โดยไม่สนใจว่าจะทำให้เมคอัพที่เพิ่งเติมหลังทานอาหารเที่ยงเมื่อซักครู่นี้เลือนไปเลย ชีวิตที่ทำงานของอิ่มเป็นแบบนี้แทบทุกวัน มีประชุมวันละ 2-3 ประชุมตอบอีเมลวันละเกือบร้อย สั่งงานลูกน้อง สรุปงานรายงานส่งผู้จัดการใหญ่ คนอื่นเค้าทำงานวันละแปดชั่วโมงต่อวัน อิ่มไม่เคยทำต่ำกว่าสิบชั่วโมงต่อวัน วันนี้ก็มาถึงสำนักงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า แทบไม่มีเวลานั่งหายใจเฉยๆหรือเดินไปคุยเรื่องสัพเพเหระกับคนในแผนกเดียวกันเลย อิ่มตอบอีเมลอย่างคล่องแคล่ว อ่านๆพิมพ์ตอบๆเป็นภาษาอังกฤษ ยาวหลายย่อหน้า แล้วกดส่งออก ฉบับแล้วฉบับเล่าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดในถาดเข้า

 

เสียงเคาะประตูเบาๆห้าครั้งเป็นจังหวะเหมือนรหัสปรบมือกีฬาสีลอยมา อิ่มไม่ได้ละมือจากพิมพ์ตอบอีเมล ไม่ได้แม้แต่ละสายตาออกจากจอคอม ปากก็กล่าวคำอนุญาตไปว่า “เชิญค่ะ” “คุณอมรินทราคะ ประชุมบ่ายสามที่ห้องประชุมสอง ชั้นบนนะคะ หนูเตรียมแฟ้มที่สั่งมาให้แล้วนะคะ นี่แฟ้มสำหรับประชุมเย็นนี้ ส่วนนี่แฟ้มของประชุมพรุ่งนี้เช้าค่ะ” อิ่มหันไปมองเจ้าของเสียง สาวน้อยหน้ากลมตัวกลมผิวคล้ำคมเข้มหน้าไม่แต่งแต้มสีสันอะไร ผมก็สั้นเหมือนเด็กประถม เธอกำลังยืนยิ้มด้วยแววตาสดใสอยู่ที่หน้าโต๊ะของเธอ อิ่มเลือกรับเลขานุการคนนี้ด้วยตัวเอง แทนที่จะรับเด็กหน้าตาสะสวยจบมหาวิทยาลัยดังๆ อิ่มเลือกที่จะรับเด็กสาวร่างกลมจากต่างจังหวัดชื่อข้าวเหนียวหลังจากที่สัมภาษณ์เพียงรอบเดียว แม้จะเป็นเด็กเรียบจบจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด แต่อิ่มเห็นแววความฉลาด อดทนและความสู้งานของข้าวเหนียวได้ชัดเจน อิ่มเคยบอกใครหลายๆคนว่า คนฉลาดมากแต่ขี้เกียจอย่ารับเข้ามาในทีม จะเป็นภาระ คนโง่แต่ขยันก็อย่ารับเข้ามาในทีมเพราะจะสร้างแต่ปัญหา ให้มองหาคนที่พอจะฉลาดแล้วขยัน ซื่อสัตย์และทำงานเป็นทีมกับคนอื่นได้จะดีกว่า จะเป็นกองกำลังเสริมทัพได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ในทีม

อิ่มต้องดูแลลูกน้องทั้งหมด 7 คน แต่ละคนขยัน รู้งาน และเข้าขาทำงานเป็นทีมด้วยกันได้อย่างดี แม้ว่างานจะหนักหนาแค่ไหน อย่างน้อยอิ่มก็บอกตัวเองว่ายังดีที่เพื่อนร่วมงานและลูกน้องของเธอดี ทำงานด้วยแล้วสบายใจ “ขอบใจมาก ข้าวเหนียว ไม่ได้เธอพี่คงแย่เลย แล้วบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าเรียกพี่อิ่มก็ได้นะ” อิ่มยิ้มให้เลขาตัวเอง “เดี๋ยวไปบอกทีมด้วยว่าพี่ขอนัดประชุมด่วนตอนสี่โมง ไม่นานหรอก วันนี้พี่มีธุระด่วนจะออกเร็วหน่อยประมาณ 5โมงครึ่ง บอกให้ทุกคนในทีมเตรียมอัพเดทงานที่พี่สั่งไปเมื่อวันจันทร์ด้วย อย่าลืมจองห้องประชุมให้เรียบร้อยนะ” “ค่ะ พี่อิ่ม” ข้าวเหนียววางแฟ้มบนโต๊ะยิ้มหวานแล้วออกไปพร้อมปิดประตู

อิ่มเอามือลูบหน้าตัวเอง อิ่มไม่เคยรู้สึกจิตตกอย่างวันนี้มาก่อน ขณะที่เพื่อนๆสามารถออกจากสภาพนี้ไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้กันหลายคนแล้ว แต่อิ่มยังต้องทนทำต่อไป อิ่มหลับตาพนมมือสวดมนต์อะระหังแบบสั้นหนึ่งจบเพื่อสงบจิตใจ แต่มันยังไม่ค่อยสงบเท่าไหร่อิ่มเลยยกสองมือขึ้นเหนือศีรษะหายใจเข้าลึกๆตามด้วยหายใจออกยาวๆแล้วลดมือทั้งคู่ลง เหมือนที่ครูโยคะสอนมาเวลาจะรวบรวมสมาธิ “เอาวะ สู้ๆนะอิ่ม เดี๋ยวก็สิ้นเดือนแล้ว เดี๋ยวเงินเดือนก็ออกแล้ว” อิ่มพูดปลอบใจตัวเอง แล้วสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้งแล้วหันกลับไปที่จอคอมพิวเตอร์

 

“ตึ๊งงง” เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา อิ่มลืมปิดเสียงตอนลงวีดีโอที่ถ่ายอาหารเมื่อตอนเที่ยงลงในโซเชียลมีเดียทั้งอินสตาแกรมและเฟสบุ๊ค อิ่มรีบหยิบโทรศัพท์มาปิดเสียง แล้วดูที่จอ เสียงตึ๊งเมื่อกี๊มาจากกลุ่มแชทครอบครัว คุณป้าส่งข้อความสั้นๆบนรูปดอกกุหลาบสีชมพูมาว่า “ชีวิตคืออะไร ความสุขในชีวิตคืออะไร อย่ามัวแต่ใช้ชีวิตเพื่องาน จนลืมชีวิตใช้ชีวิตเพื่อเราเองและครอบครัว”

 

อิ่มอ่านแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ชีวิตคืออะไร เราต้องการชีวิตแบบไหน เราใช้ชีวิตทุกวันนี้เพื่อใคร เพื่ออะไร เมื่อไหร่เราจะได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเราเอง คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของอิ่ม อีเมลงานก็ต้องตอบ รายงานสรุปยอดก็ต้องทำให้เสร็จก่อนเข้าประชุม อิ่มจะปล่อยให้ตัวเองฟุ้งซ่านอย่างนี้ไม่ได้ ต้องหาคำตอบให้ตัวเองให้เร็วที่สุด แต่ไม่ใช่ตอนนี้ อิ่มพิมพ์ตอบไปในกลุ่มแชทว่า

 

“ขอบคุณมากค่ะคุณป้า ที่ให้ข้อคิดดีๆ” เธอกดส่งข้อความแล้วยิ้มให้โทรศัพท์ของตัวเอง อิ่มคิดในใจ “ตอนนี้ ไม่มีเวลาและไม่มีปัญญาคิดหาทางออกเอง สงสัยต้องใช้รหัสลับขอความช่วยเหลือซะแล้ว” แล้วกดโทรศัพท์เปลี่ยนไปเปิดกลุ่มแชทอีกกลุ่มชื่อ ส.อ.ซิ่ง แล้วพิมพ์ข้อความแบบนิ้วรัวลงไปในโทรศัพท์ว่า

 

“SOS เย็นนี้นัดกินข้าวกันด่วน ปวดใจเรื่องงาน ร้านเดิมหกโมงเย็นนะ” ในยามกลุ้มใจ ไม่มีเพื่อนกลุ่มไหนที่อิ่มจะพูดคุยด้วยแล้วสบายใจเท่ากลุ่มเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยอีกแล้ว นานแค่ไหนนะแล้วที่ไม่มีใครใช้รหัสลับ SOS ขอความช่วยเหลือเรียกรวมตัวด่วนอย่างนี้ ตอนสมัยเรียนอยู่หรือเรียนจบใหม่ๆ ใครมีปัญหาปวดใจอะไร จะเรื่องแฟน เรื่องงาน เรื่องที่บ้าน หรือเรื่องอะไร ถ้าส่งสัญญาณ SOS ไปทางเพจเจอร์หรือ smsข้อความไปทางมือถือแล้ว เพื่อนทุกคนไม่ว่าจะอยู่มุมไหนก็จะมารวมตัวกันทันทีเพื่อเพื่อน เพื่อนกลุ่มนี้ รู้จักนิสัยใจคอกันดีที่สุด สนิทที่สุด ทุกคนมีนิสัยบางอย่างคล้ายกันมาก หัวเราะร้องไห้ทำอะไรบ้าบอในวัยเด็กกันมาเยอะมาก คุยกันได้ทุกเรื่อง แต่ข้อเสียคือเวลาเจอกันแล้วต้องแย่งกันคุย บางทีใครคุยไม่ทันต้องยกมือขอคุยบ้าง แล้วยิ่งคุยเสียงยิ่งดัง ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันแต่เป็นเสียงหัวเราะที่ยิ่งคุยกันนานเสียงยิ่งดังขึ้น รอยยิ้มปรากฎขึ้นที่ริมฝีปากของอิ่มโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว การกินและการอยู่กับเพื่อนๆที่รู้ใจมันเป็นความสุขง่ายๆของเธอ อิ่มวางโทรศัพท์ลงกับโต๊ะและเหลือบไปเห็นซากขนมครกเขียวและกาแฟเย็นชืดก้นแก้วที่เคยช่วยต่อชีวิตให้เธอเมื่อเช้านี้ เธอเบะปากแล้วพูดเบาๆ

“เชอะ เย็นนี้ฉันก็ได้กินของอร่อยๆกับเพื่อนๆแล้วจ้ะ ไม่ง้อพวกเธอแล้ว” เธอหันกลับมาที่จอคอมพิวเตอร์ ลงมือพิมพ์งานอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง สิ่งน่าเบื่อสิ่งนี้เรียกว่างาน แต่มันก็ทำให้เธอมีทุนทรัพย์ที่จะไปทำอะไรสนุกๆที่เธอชอบได้ มันทำให้เธอมีชีวิตที่ดีอย่างที่เธอมีอยู่ทุกวันนี้ได้ มันก็ไม่เลวร้ายนักหรอกน่า

------------ จบตอนที่1 ------------

 Next อ่านตอนที่ 2 คลิ๊กที่นี่>>

 

Visitors: 42,444