ตอนที่ 5: เส้นทางชีวิตฟู้ดบล๊อกเกอร์ เริ่มเป็นจริงแล้ว Begin again

 

<<Previous อ่านตอนที่ 4 กดที่นี่<<                 

>>Next อ่านตอนที่ 6 กดที่นี่>>

ตอนที่ 5: เส้นทางชีวิตฟู้ดบล๊อกเกอร์ เริ่มเป็นจริงแล้ว Begin again

"พาคุณไปกินด้วยตา สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก”

“แรงบันดาลใจสำหรับอาหารมื้อต่อไปของคุณ”

“ชีวิตมันสั้น มากินของอร่อยๆกันเถอะ”

“พื้นที่ความอร่อย”

“ฉันจะเอาสโลแกนไหนดีวะแก?” อิ่มพิมพ์คอมในโปรแกรมสไก๊ป์ถามน้ำผึ้ง ซึ่งตอนนี้บินไปประชุมอยู่ที่รัสเซีย

“แกชื่อ FoodSpace มันก็เท่ดีแล้วนะ สั้นดี จำง่ายกว่าไอ้อะไรแฟ๊บๆอันเก่า แต่สโลแกนภาษาไทยนี่ต้องใช้ด้วยเหรอ” น้ำผึ้งพิมพ์ตอบกลับมาในทันที

“อืม ท่าทางกลุ่มเป้าหมายของฉันจะเป็นคนไทยล่ะ แล้วก็เป็นธรรมดาที่ภาษาอังกฤษของคนไทยจะไม่แข็งแรงนะ ฉันอยากได้คำหรือประโยคสั้นๆเป็นภาษาไทย ที่พอคนเข้ามาดูปุ๊บ รู้เลยว่า FoodSpace เนี่ย คืออะไร”

“แกก็ทำสองภาษาไปเลยสิ มีบล๊อกเกอร์เมืองไทยไม่กี่คนนะที่เขียนได้ทั้งไทยทั้งอังกฤษ”น้ำผึ้งแนะเพื่อน

“เออ คิดไว้อย่างงั้นเหมือนกัน หวังว่าจะไม่ยาวเกินไป คิดไว้ว่าจะเขียนภาษาอังกฤษสั้นๆพอเป็นอันเข้าใจว่าแต่ละรูปคืออะไร แต่ตอนรีวิวยาวหน่อยหรือใส่ความเห็นเนี่ยก็จะใส่ภาษาไทย”

“เออ ฉันว่าดีนะ ฐานกลุ่มเป้าหมายแกจะได้ขยายไปคนประเทศอื่นๆได้ด้วย ไม่จำกัดเฉพาะประเทศไทย แกมีเพื่อนสมัยเรียนโท ที่ตอนนี้เป็น PR ประชาสัมพันธ์ตัวแม่ ไม่ใช่เหรอ ไปให้นางแนะนำสิ ฉันเนี่ยไม่ค่อยมีความรู้เรื่องอะไรออนไลน์นักหรอก งานราชการฉันมันยังเป็นรุ่นเดิมๆ ใช้ส่งอีเมลแทนส่งแฟกซ์ก็ถือว่าโมเดิร์นละ ” น้ำผึ้งหัวเพราะดัง

“เออ จริง ... ไปถามดาวเหนือดีกว่า” อิ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาชื่อเพื่อนแล้วโทรออก ทางปลายสายไม่รับสาย อิ่มลองโทรใหม่อีกครั้ง ก็ยังไม่รับสายอีก ทำยังไงดีหนอ อิ่มคิดขึ้นได้ เปิดโปรแกรม Line ในมือถือ ส่งข้อความหาเพื่อนที่ชื่อดาวเหนือ ว่า

“เหนือ ฉันอยากปรึกษาเรื่องการตลาดแบบออนไลน์หน่อย ฉันกำลังมีโปรเจคส่วนตัวที่ฉันกำลังตื่นเต้นมาก” อิ่มส่งสติกเกอร์ รูปการ์ตูนผู้หญิงอวบกำลังรับประทานอาหารเต็มสองไม้สองมือ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ตามข้อความไป

“เฮลโลลล อิ่มมี่ ฉันประชุมอยู่ รับสายไม่ได้ แต่พิมพ์คุยทาง Line ได้ สำหรับแกมีไรให้ช่วย บอกมาเลย” เหนือตอบข้อความกลับมาแทบจะทันที ตามด้วยสติกเกอร์ลิเกพูดว่า ด้วยความยินดีเพคะ

“อยากคุยตัวเป็นๆเลยแก ฉันไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้เท่าไหร่ พรุ่งนี้บ่ายแก่ๆ ว่างป่ะ ให้ไปหาที่ไหนดี?” อิ่มส่งรูปเด็กยิ้มไป

“มาออฟฟิศฉันเลยแก ฉันว่างตอนสี่โมงครึ่งถึงหกโมงเย็น หลังจากนั้นต้องไปงานลูกค้าเปิดตัวสินค้า” เหนือส่งสติกเกอร์รูปขยิบตาคืนกลับมา

“โอเคแก ขอบใจนะเหนือ พรุ่งนี้เจอกันสี่โมงครึ่งนะเดี๋ยวไปหาจ้ะ” อิ่มส่งสติกเกอร์รูปคนสองคนนั่งคุยกัน สีหน้าเบิกบานในมือถือแก้วไวน์

--------------------------------------------------------------------------------

ในออฟฟิศสวยสุดโมเดิร์นบนชั้น 40ของอาคารระฟ้าใจกลางกรุงเทพมหานคร สำนักงานบริษัทนี้ ใหญ่โตสวยงามตกแต่งอย่างทันสมัยสวยตั้งแต่พื้นแกรนิตแท้ลายขาวแตกลวดลายอย่างอิสระสวยงามบนพื้นดำสนิท ไล่ไปผนังแกรนิตลายเดียวกัน ไล่ไปโคมไฟ ยันเพดาน เข้ากันไปหมด ดูราคาแพง สมแล้วที่เป็นบริษัทประชาสัมพันธ์อันดับต้นๆของประเทศไทย อิ่มยื่นบัตรที่แลกมาจากยามด้านล่างของตึกให้พนักงานต้อนรับหน้าประตูพร้อมกับนามบัตรของเธอ ให้กับพนักงานต้อนรับ

“มาพบคุณดาวเหนือค่ะ” อิ่มบอกกับพนักงานต้อนรับหน้าตาจิ้มลิ้ม เสื้อผ้าหน้าผม ดูดีมีสกุลไปหมด ไม่ได้ใช้ของราคาแพงยับแต่โดยรวมดูดี น่าเชื่อถือ เป็นด่านแรกที่ทำให้ผู้เข้ามาติดต่อรู้สึกดีกับบริษัทนี้ อิ่มคิดในใจว่าต่อให้เป็น นาย ก. (นามสมมุติ) เดินมั่วๆหลงเข้ามาในตึกนี้ ไม่รู้ว่าบริษัทนี้ขายอะไร แต่หน้าบ้านเค้าดูดี ทั้งการตกแต่งอาคาร ทั้งพนักงาน ดูดี ดูดึงดูดอย่างงี้ ก็ทำให้น่าสนใจได้ในระดับมากแล้วนะเนี่ย

“ค่ะ ซักครู่นะคะ” พนักงานกดโทรศัพท์ภายในแล้วพูดตามสายไปว่า “คุณอมรินทรา มาพบค่ะ” เธอวางสายแล้วหันมาบอกอิ่มว่า

“เชิญทางนี้ค่ะ” แล้วพาอิ่มเดินเข้าไปด้านในออฟฟิศ ตรงไปยังห้องทำงานตรงหัวมุมทางซ้ายสุด พนักงานเคาะประตูเบาๆสองครั้ง แล้วผายมือให้อิ่มเข้าไป อิ่มอดคิดถึงข้าวเหนียวเลขาของเธอไม่ได้ คนอะไรชื่อข้าวเหนียว แล้วพอจะเข้ามาในห้องเธอทีไร ต้องเคาะประตูเป็นรหัสมือตามกีฬาสีทุกที อิ่มขอบใจพนักงานแล้วเดินเข้าไปในห้อง

“อิ่มมมมม คิดถึงอ้ะแก สบายดีนะ นั่งก่อนๆ” ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลง เสียงสูงๆของ ชายร่างสะอดสะองแต่งกายตัวเสื้อผ้าและเครื่องประดับยี่ห้อแพงทั้งตัว ผมก็เซทมาอย่างดี ดูเนี๊ยบหาที่ติไม่ได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เจ้าของเสียงเดินมาจับมืออิ่มอย่างดีใจ แล้วเดินพาอิ่มไปที่โซฟา

“ฉันก็คิดถึงแก ดาวเหนือ เกรงใจด้วยเนี่ย มารบกวนเวลางานรึเปล่า?” อิ่มนั่งลงบนโซฟาในห้องทำงานของเหนือ

“ไม่เลยแก สำหรับคุณอมรินทรา ฉันว่างให้เสมอ กินน้ำกินท่าอะไรก่อนไหม?”ดาวเหนือกล่าวเชื้อเชิญ

“ไม่ล่ะ ขอบใจมาก ฉันกินมาแล้ว เมื่อกี๊ถึงเร็วเลยแวะกินกาแฟปั่นร้านข้างล่างตึกแกเนี่ย แพงและไม่อร่อยเอาเสียเลย” อิ่มส่ายหัว

“จริง ร้านชื่อดังด้วยนะ ไม่รู้มีคนไปซื้อกินกันอยู่ได้ยังไง เอ้า งั้นว่ามาเลย แกจะให้ฉันช่วยอะไร” ดาวเหนือนั่งลงข้างๆอิ่ม “ก็ที่เล่ามาใน Line เมื่อวานแหล่ะแก ฉันจะทำ food blog เต็มตัวแล้ว จะเป็นนักชิมอาหารและวิจารณ์อาหารออนไลน์น่ะ” อิ่มตอบฉะฉาน

“ฉันอ่านบทความที่แกเขียนลงบล๊อกเมื่อวันก่อนแล้ว แกก็เขียนดีนะตรงๆจริงใจดูมีอุดมการณ์ในการกินและการรีวิวดี น่าจะมีจุดขายได้ แต่แกต้องมียุทธศาสตร์ที่ดีด้วย” ดาวเหนือพูดด้วยหน้าตาจริงจัง อิ่มพยักหน้าหงึกหยัก

"แต่การตลาดออนไลน์มันไม่เหมือนการตลาดธุรกิจข้ามชาติของแกซะทีเดียวนะอิ่ม พฤติกรรมกลุมเป้าหมาย targets' nature และช่องทางการสื่อสาร ไม่เหมือนกัน" เหนือกล่าว

"เออ ฉันพอจะเข้าใจแบบคร่าวๆน่ะ แกอธิบายโปรดสัตว์อย่างฉันหน่อยสิ เงินน่ะฉันไม่มีจ้างPRตัวแม่อย่างแกหรอกนะ มีแต่ขนมเจ้าเด็ดเนี่ยล่ะ เมื่อบ่ายไปคุยงานกับลูกค้าข้างนอก ก็เลยขับรถเลยไปยืนรอคิวซื้อมาเกือบชั่วโมงแน่ะ เอ้านี่ สินบน" อิ่มยิ้มพลางยื่นถุงขนมในถุงก๊อบแก๊บไปให้ดาวเหนือ

"แกไม่ต้องเอาขนมมาล่อฉันก็ได้ย่ะ" เหนือ เอาปากกาเขี่ยๆถุงพลาสติกสีขาวขุ่นอย่างเหยียดๆ แต่พอเห็นว่าข้างในเป็นอะไร ก็ตาโต เลียปากแผล่บๆขึ้นมาทันที ข้างในถุงพลาสติกก๊อบแก๊บนั้นมีกล้วยน้ำว้าลูกอวบอ้วนกลมถูกปิ้งมาจนสีเหลืองนวลเนียนมีลายเส้นไหม้จากขอบตะแกรงเล็กน้อยพอสวยงาม น้ำราดที่อยู่ด้านล่างสีน้ำตาลอ่อนมีความข้นเหนียวเล็กน้อย เพียงแง้มถุงออกกว้างก็ได้กลิ่นหอมน้ำตาลปี๊บลอยขึ้นมาส่งกลิ่นอบอวล ชวนน้ำลายไหล ดาวเหนือกลืนน้ำลายแล้วเลียริมฝีปาก เงยหน้าขึ้นมองอิ่มแล้วยิ้มกว้าง

"นี่ กล้วยปิ้งเจ้าเด็ดท่าพระจันทร์สูตรน้ำราดคาราเมลน้ำตาลปี๊บ! แหม อิ่มแกไม่น่าลำบากเลยนะ โอ๊ย น่ากินอ้ะ กินเลยนะ แกก็รู้ คนอย่างฉันเงินซื้อไม่ได้นะยะ แต่อาหารอร่อยๆกับไวน์ดีๆซักขวด แค่นี้ก็ทำงานถวายหัวละ " เพื่อนพูดแล้วหัวเราะร่าพลางเปิดถุงพลาสติกออกอย่างว่องไว สิ้นประโยคดาวเหนือก็เอาไม้จิ้มกล้วยปิ้งจุ่มน้ำราดเยอะๆใส่ปากทันที

"อร่อยเหมือนสมัยเรียนเลยอ้ะ ยังอุ่นๆอยู่เลยด้วย ชอบๆ" ดาวเหนือกล่าวแล้วเคี้ยวกล้วยปิ้งตุ้ยๆต่อไป

"ทีนี้ แกจะช่วยแนะนำฉันได้ยัง เพื่อน" อิ่มถามรุกในขณะที่เพื่อนจิ้มขนมชิ้นที่สองรับประทานอย่างเพลิดเพลิน อิ่มหยิบสมุดจดขึ้นมาพร้อมปากกา เตรียมจด lecture เต็มที่ เพื่อนสาวกลืมอาหารลงคอแล้วเริ่มพูด

"อืมๆ ได้ๆ คืองี้ คำถามหลักๆที่ต้องต้องรู้เกี่ยวกับโลกโซเชียลมีเดียคืออะไรบ้าง มันจะมีรายละเอียดมากกว่าการตลาดที่แกทำๆอยู่นะ คือพวกเบสิกที่แกรู้เนี่ยก็สำคัญ เช่นสินค้าแกมันคืออะไร ในกรณีนี้ มันคือการรีวิวอาหารพร้อมรูปถ่ายหรือวีดีโออาหารของแกใช่ไหม กลุ่มเป้าหมายของแกคือใครบ้าง คือคนที่อยู่ในโลกออนไลน์เท่านั้น หรือจะเริ่มเท่านั้นก่อนดุลู่ทางแล้วค่อยขยาย แกจะเข้าหากลุ่มเป้าหมายได้อย่างไรและแกจะทำให้สินค้าหรือบริการของแกแตกต่างหรือเด่นกว่าคนอื่นได้ยังไง แต่โลกออนไลน์มันเร็วมากแก วัดกันเป็นวินาที แกต้องศึกษาว่าช่วงเวลาไหนที่แกลงหรือโพสรีวิวของแกแล้ว จะมีคนดูหรือคนเห็นมากที่สุด เหมือนละครน่ะแก พวกหลังข้าวก็จะพรามสุดแต่ช่วงสิบโมงเช้าก็จะไม่ค่อยมีใครดู ต่อให้ละครดีก็คงไม่ค่อยดัง" เหนือจิ้มกล้วยปิ้งเข้าปากอีกคำแล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็วก่อนจะกลืนลงคอแล้วพูดต่อ

"โลกออนไลน์เวลาจะไม่เหมือนโลกสื่อเก่า เพราะโลกออนไลน์มันไม่ใช่แค่การตลาด มันเป็นสื่อสารมวลชนในรูปแบบสมัยใหม่ด้วย แกจะโปรโหมตสินค้าแกทางช่องทางไหนบ้าง อ้ะแบ่งเป็นสองช่องกว้างๆคือ ออนไลน์กับโซเชียลมีเดียนะ โซเชี่ยลคือที่แกทำอยู่แล้วนี่รูปสวยๆเขียนสั้นๆ ส่วนสื่อออนไลน์คือ เวบไซท์ เวบเพจ เขียนบล๊อก ทำวีดีโอลงยูทูป ซึ่งจะใส่เนื้อหาสาระได้เยอะหน่อย ลงรายละเอียดได้มากๆ คนชอบอ่าน คนไม่ได้อยากรู้แค่ fact หรือข้อมูลดิบ เค้ายังชอบความเห็นของผู้เขียน มุกหรือวิถีชีวิตและมุมมองของผู้เขียนด้วย และคนยังชอบที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองในเรื่องนั้นๆด้วย" เหนือพักสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดต่อแบบไม่ให้อิ่มมีจังหวะแทรกถามอะไรเลย

"แกจะลงโฆษณาไหม แบบฟรีแล้วทำงานแลกหรือแบบเสียเงิน ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร แกต้องมีคำเฉพาะ คำฮิตๆพวก search engine keyword สำหรับชาวโลกอินเตอร์เนตให้เค้าหาแกเจอง่ายๆในกูเกิ้ล ส่วนโซเชียลมีเดียคือ สื่อประเภทที่ผู้คนใช้กันทุกวันในชีวิตประจำวัน พวก Facebook, instagram, twitter, Line, WhatsApp ซึ่งเมื่อสิบยี่สิบปีก่อน ไม่เคยมีใครคิดเลยว่ามันจะเป็นช่องทางทำมาหากินได้อย่างมหาศาล เข้าถึงมนุษย์ยุคสังคมก้มหน้าได้อย่างจัดแจ้งขนาดนี้ เล่นเอาสื่อกระแสหลักอย่างทีวีหนังสือพิมพ์ต้องวิ่งตามสื่อออนไลน์และโลกโซเชียลกันจ้าละหวั่น ซึ่งกลุ่มผู้ใช้สื่อเหล่านี้มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นเก่าที่ร่วมสมัย เค้าจะไม่อ่านอะไรยาวๆ เค้าชอบอะไรสวยๆงามๆ แปลก ดูเว่อร์วังอลังการ ดูจับต้องได้แต่คล้ายๆจะเอื้อมไม่ถึง แกจึงต้องปรับสินค้าหรือบริการตลอดจนการนำเสนอของแกให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเท่าที่ฉันดูกรณีแกคร่าวๆเนี่ย แกขายการรีวิวอาหารและการแนะนำอาหารจากประสบการณ์ของแกไปให้กลุ่มเป้าหมาย และถ้าแกฮ็อตฮิตพอ แกก็จะได้ค่าโฆษณา มาเป็นค่าตอบแทน พอจะทำเป็นอาชีพแกต้อง รักษาสมดุลของสองฝั่งนี้ให้ได้โดยไม่ให้เสียเอกลักษณ์ของตัวแกไป อารัมภบทเท่านี้แกเข้าใจใช่ไหมอิ่ม?"

อิ่มอ้าปากค้าง ทำตาปริบๆ "ทำไมมันเยอะจังล่ะแก ฉันเอ๋อ ตั้งแต่ search engine keyword แล้วแก" อิ่มยกกระดาษจดโน้ตอันว่างเปล่าให้เพื่อนดู

"โอ๊ย แก .. ฉันพูดตั้งยาว ไม่เห็นแกจดอะไรได้เลย” เหนือพูดเสียงสูงและเลิกคิ้วสูงตามเสียงไปด้วย

“งง อ้ะแก ข้อมูลมันเยอะ แกมีเป็นตำราให้ฉันค่อยๆอ่านไหม” อิ่มยิ้มแห้งๆให้เพื่อน รู้สึกเหมือนเป็นเด็กประถมมาหัดเรียนอะไรบางอย่างใหม่ตั้งแต่ต้น

“เอางี้ ถ้าจะทำให้เป็นมืออาชีพนะ แกต้องจริงจัง แกต้องมีแผนปฏิบัติงาน workplan หรือ action plan อ้ะ ทำให้เป็นโปรเจคจริงจังเลย ตอนจบแกอยากได้อะไร แล้ววางแผนย้อนกลับมาถึงสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”เหนือแนะนำ

“งั้นเราต้องมีระยะเวลากำหนดด้วยใช่ไหมแก จะได้วัดผลได้” วิญญาณการงานเข้าสิงแล้ว ถ้าเป็นเรื่องวัดผลลัพท์ ผลสัมฤทธิ์อะไรนี่ อิ่มเข้าใจดีเพราะต้องใช้ที่ทำงานจริงด้วย แต่ไม่ได้คิดว่างานอดิเรกของเธอนี่ต้องใช้วิธีการจัดการแบบวัดผลมาปรับใช้ด้วย

“ถูกต้องค่ะ โดยทฤษฎี โครงการที่ดีต้องมีคอนเซปดี มีตัวชี้วัด ต้องมียุทธศาสตร์ ต้องเฉพาะเจาะจง ต้องวัดผลได้ ต้อง ต้องมีทางสำเร็จได้จริง ต้องเกี่ยวข้องกับความต้องการ ในกรณีนี้คือความต้องการของแกเอง และต้องมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน ขอแถมหน่อย ฉันว่า สิ่งที่ทำนี่ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้แกมีความสุขมากกว่าตอนที่แกไม่ได้ทำด้วย ถึงจะเป็นโครงการที่ดีจริงสำหรับฉัน” เหนือพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ตกลง งั้นฉันทำแผนปฏิบัติการรายปีและรายสามปีก่อนนะ ระยะยาวสิบปีมันนานไป คิดไม่ออก”

“อืม ระยะหกเดือนแรกนี่แหล่ะสำคัญมากนะ จะเป็นตัวตัดสินเลยว่า กิจการหรือโครงการอันหนึ่งอันใดจะอยู่หรือจะไป เจ้าของโปรเจคจะจริงจังกับมันแค่ไหน และจะไปรอดไหม”

“ถ้าทำจริงจังแล้วรอดเกินหกเดือนได้ ก็แสดงว่ามาถูกทางแล้วใช่ป้ะแก?” อิ่มพยักหน้าจริงจัง

“เออ แต่ต้องรอดหกเดือนแบบมีพัฒนาการตามที่คาดหวังหรือใกล้เคียงนะ ไม่ใช่แกสักๆแต่ลงรูปทุกวันเป็นเวลาหกเดือน แล้วมาเหมาว่าประสบความสำเร็จ แกต้องดูยอดคนฟอลโล่ ยอดกดไลค์รูป ยอดคอมเม้นท์ด้วยว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะหรือเปล่า คุ้มกับเวลาและแรงงานที่แกเสียไปรึเปล่า” เหนือยังจิ้มกล้วยปิ้งกินต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย

“โอเค ฉันจะใส่เป้าหมายไว้ในแผนปฏิบัติการด้วย จะได้กลับมาเช็คดูทุกเดือนว่ามีความคืบหน้าแค่ไหน”

“ดีมาก มีไรถามอีกไหม ไม่งั้นแกไปร่างคอนเซปกับแผนปฏิบัติการมา ฉันจะช่วยดูให้ ระหว่างนี้ก็ลงรูปอะไรไปตามปกติ ไม่ต้องให้ชะงักนะ” ดาวเหนือแนะนำเพื่อน “ขอบใจมากนะแก” อิ่มยิ้มกว้างให้เพื่อน

“เย็นนี้ว่างป่ะล่ะ อยากไปดูไปรีวิว อาหารของวงการบันเทิงบ้างไหม” ดาวเหนือทำหน้านึกอะไรขึ้นมาได้

“ฟรีเหรอแก” อิ่มหยอกเพื่อน “เออ ยังไม่ทันจะดังเลย ก็งกของฟรีซะแล้วนะคะคุณ Food Space” เหนือกัดเพื่อนเล็กน้อย

“ล้อเล่นน่า จ่ายเงินก็ไปถ้าแกชวนน่ะ” อิ่มพูดลองใจเพื่อนพลางยักคิ้ว “

ไปกะฉัน จะมาเสียตังค์อะไรล่ะแก ฟรีอยู่แล้ว ไปไหมล่ะ แถวราชดำรินี่เอง อีกสิบห้านาทีออก” เหนือชวนจริงจัง “ไปสิคะ ของดีและฟรี ไม่น่าเชื่อว่ามีจริงบนโลกนะเนี่ย ไปด้วยค่าๆ” อิ่มกระโดดมานั่งกอดแขนดาวเหนืออย่างเอาใจ

“เออ ไปเนี่ยแล้วก็อย่าลงแต่รูปนิ่งนะ ปาร์ตี้ระดับสั่นสะเทือนวงการขนาดนี้ ไปดูทุกอย่างแล้วแกกลับไปเขียนบล๊อกรีวิวมาด้วยเลยนะแก”

“ได้เลยแก พรุ่งนี้วันหยุด ฉันจะนั่งทำให้เสร็จเลย แล้วจะส่งการบ้านให้ตรวจนะครูเหนือ” เพื่อนสองคนหัวเราะกันคิกคัก

--------------------------------------------------------------------------

ที่สวนของคอนโดริมน้ำแห่งนึง บนโต๊ะไม้มีแก้วกาแฟเย็นที่เริ่มละลายนิดหน่อยวางอยู่ข้าง คอมพิวเตอร์แลบท๊อบ เสียงพิมพ์รัวๆทำห้กาแฟในแก้วมีการกระเพื่อมสั่นอยู่แทบตลอดเวลา อิ่มในชุดอยู่บ้านเสื้อยืดหลวมๆ กางเกงขาสั้นนั่งพิมพ์ด้วยสายตาจริงจังและมุ่งมั่น ซักพักก็กดปุ่มบันทึกงานแล้วหลับตาพลางยกมือขึ้นบิดตัวไปมาเพื่อคลายเมื่อย แล้วนั่งพิมพ์บล๊อกที่สองบล๊อกที่สองในชีวิตฟู้ดสเปซอย่างผ่อนคลาย

"เคล็ดไม่ลับ 5 ข้อ ดื่มเหล้าอย่างไรไม่เมาเร็ว และไม่หมดสวย เตรียมตัวสำหรับปาร์ตี้ล้านแปดส่งท้ายปีเก่านี้" อิ่มเซฟบทความที่สองในชีวิตของบล๊อกตัวเอง แล้วกดปุ่มเผยแพร่สู่สาธารณะ อิ่มนั่งยิ้มให้จอคอมพิวเตอร์อย่างมีความสุข อิ่มลุกขึ้นเดินไปที่ริมแม่น้ำ สูดหายใจเต็มๆปอด อิ่มตะโกนใส่แม่น้ำว่า

“ฟู้ดสเปซ สู้ๆนะ” แล้วหัวเราะกับตัวเองเบาๆ นานมาแล้วที่อิ่มไม่ได้มีความรู้สึกเต็มอิ่ม มีความสุขล้นเอิบในหัวใจ ทั้งตื่นเต้นทั้งปลื้มและสนุกอย่างนี้ จริงๆอิ่มอยากจะร้องกรี๊ดดังๆให้สะใจแต่กลัวยามจะเดินมาถามว่าป่วยเป็นอะไรรึเปล่า อิ่มจึงได้แต่ยืนยิ้มกับตัวเอง เสียงโทรศัพท์ร้องติ๊ดๆเตือนว่ามีนัดหมายหรือข้อความอะไรบางอย่างเข้ามา อิ่มหยิบโทรศัพท์มาดู

“หวายจะสิบเอ็ดโมงแล้ว เดี๋ยวไปกินข้าวกะ ส.อ.ไม่ทันโดนเม้าเปิดเปิงแน่ ต้องไปแล้ว” อิ่มพูดกับตัวเอง เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินกึ่งวิ่งไปเก็บของเพื่อจะขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ตึ๊ดๆ โทรศัพท์ส่งเสียงเตือนอีกครั้ง อิ่มกำลังหยิบของพะรุงพะรังจึงไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู วันอาทิตย์เกือบเที่ยง ไม่น่าจะมีอะไรสำคัญหน่า อิ่มบอกตัวเอง แล้วรีบเก็บของเพื่อจะได้ไปเจอแก๊งเพื่อนสนิทของเธอ

---------------------------------------------------

นานๆทีเช้าวันอาทิตย์ อิ่มและเพื่อนๆแก๊ง ส.อ. จะนัดกันรับประทานอาหารมื้อสายเบาๆกัน ที่ร้านในสวนเล็กๆกลางกรุงเทพ ตัวร้านเป็นกระจกใสๆโปร่ง ด้านนอกฝั่งนึงเป็นต้นไม้สูงเต็มกำแพง สีเขียมชะอุ่มมองสบายตา โต๊ะไม้ตลอดจนของตกแต่งเป็นแบบวินเทจนิดๆออกแบบคล้ายโบราณๆ เก้าอี้โซฟาที่นั่งบุกำมะหยี่สีเขียวเข้ม พื้นหินอ่อนสะอาดตา ดูอบอุ่น สบายๆไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรมาก พนักงานส่งเมนูให้ทุกคน แต่ละคนก็พลิกเมนูเลือกอาหารอย่างเพลิดเพลิน พอสั่งอาหารเสร็จ กาแฟก็มาเสิร์ฟเป็นอย่างแรก อิ่มยกมือถือขึ้นมาถ่ายภาพกาแฟทั้งห้าแก้วอย่างรวดเร็ว ไม่ทันให้เพื่อนๆต้องรอจนกาแฟหายร้อนแต่อย่างใด

“แกว่าไหม อายุเท่าพวกเรานี่ ต้องนัดเจอกันเที่ยงๆกินมื้อสาย อย่างที่ฝรั่งเรียก Brunch แทนออกไปตึ๊ดๆกลางดึกแล้วเหรอวะ” ออร่าถามเพื่อนๆด้วยความสงสัย

“นี่แม่ผีญี่ปุ่น แกโดนแดดไม่ได้เหรอ” จินนี่สวนถามทันควัน

“ไม่ใช่ ก็มันเหมือนเมื่อแค่ไม่นานมานี้เอง ที่พวกเรายังดี๊ด๊าเต้นกันทั้งคืนตั้งแต่สามทุ่มยันตีสองไม่หยุดเลย คามิ๊กคาเซ่เหยือกร่วมสาบาน คืนนึงไม่รู้กี่เหยือก ยังจำได้ไหมป้า” ออร่าตอบ

“เออก็จริง ตอนนั้นทำได้ไงวะ ตอนนี้นะ ได้กินกาแฟหอมๆอาหารดีๆร้านสวยๆนั่งสบายๆนะ เออ มันดีนะ ไปเต้นเบียดๆผู้คนอยู่ทำไมกันวะพวกเราตอนนั้น?” นิ๊กตอบเพื่อน

“แถม อาหารก็รสชาติกินแค่กันตายอีกเหอะ ผับพวกนั้นอ้ะ” น้ำผึ้งกล่าว

“ตอนนี้ก็ยังแด๊นส์ไหวนะ แค่ ห้าชั่วโมงรวดไม่ไหวแล้วเท่านั้นเอง อย่างมากได้สามเพลงติด ขอป้านั่งพักก่อนนะ เดี๋ยวเจอเพลงชอบๆจะเต้นใหม่ ฮ่าๆๆ” จินนี่ตอบทันควัน ทำให้เพื่อนๆหัวเราะกันเฮฮา

“ไหน ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายอาทิตย์ ใครมีอะไรจะอัพเดท บอกกล่าวเล่าสู่กันฟังมั่งคะ เชิญฉันเองก่อนเลย นี่ฉันได้เรียกไปเทรนเฟิร์สคลาสแล้วจ้า เย้ๆ” นิ๊กพูดเปิดช่วงให้เพื่อน

“ดีใจด้วยนิ๊ก” เพื่อนๆ ยกแก้วกาแฟชนฉลองให้นิ๊กอย่างคึกครื้น

“ต่อมาเป็นป้าเองสินะ นี่มีคนเค้าติดต่อให้ป้าย้ายงานไปทำกับบริษัทคู่แข่งหง่ะ ตำแหน่งดี เงินโดน กะลังคิดว่า จะเอาดีหรือเปล่า ทุกวันนี้มันก็ไม่ได้แย่อะไร ยังคิดไม่ตก” ป้าเล่าเรื่องตัวตัวเองให้เพื่อนๆฟัง

“เลือกระหว่างสิ่งที่ดีอย่างนึงกับสิ่งที่ดีอีกอย่างนึง ถือว่าเป็นเรื่องดีค่ะ เอ้า ชนแก้ว” น้ำผึ้งยกแก้วกาแฟชนฉลองกับจินนี่แล้วเพื่อนๆก็ยกมาชนตาม

“FoodSpace ก็มีข่าวดีจะบอกล่ะเพื่อนๆ” อิ่มยิ้ม

“แกจะแต่งงานเหรออิ่ม กับใคร ยังไง ทำไมฉันไม่รู้ล่ะ” ออร่าถามด้วยเสียงตื่นเต้น

"แล้วพี่ดนัยเดชอะไรนั่นล่ะ มีอะไรคืบหน้าไหม" ริณีถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“โอ๊ย หายไปเลยรายนั้น ไบอกแล้วว่าไม่มีอะไร แล้วข่าวดีเนี่ยไม่ใช่เรื่องแต่งงงานแน่นอนจ้ะ ตอนนี้ผู้ชายทั้งหมดที่มีในชีวิตฉันก็คือจินนี่กะนิ๊กสองคนนี่แหล่ะ จะแต่งกะฉันไหมล่ะ บังหน้าในสังคมก็ยังดี?” อิ่มยักคิ้วแล้วมองมาที่เพื่อนทั้งสอง

“อี๋ ม่ายอ้ะ” จินนี่กับนิ๊กตอบอย่างพร้อมเพรียงกันแบบไม่ได้นัดหมาย

“แหม คืองี้มันเป็นข่าวดีของ FoodSpace น่ะแก คือตั้งแต่คราวก่อนนู้นที่ฉันบอกพวกแกว่าจะทำ Food blog รีวิวอาหารจริงจังใช่ป้ะ ฉันก็ลงทั้งรูปนิ่ง ทั้งวีดีโอ ทั้งเขียนบทความลงบล๊อก ทั้งเปิดอีเมลสำหรับการนี้โดยเฉพาะแล้วทีนี้ฉันก็คิดว่าฉันเริ่มประสบความสำเร็จแล้วล่ะพวกแก” อิ้มพูดแล้วยิ้มกว้าง

“แกมีคนฟอโล่กี่คนแล้วล่ะอิ่ม มากกว่าตอนที่เริ่มเยอะรึยัง” น้ำผึ้งถาม

“ตอนเริ่มใหม่ๆนั้นมีพันกว่าคน แล้วฉันก็ทำงานหนักนะส่องคนนู้นไลค์คนนี้ อัพเพจทุกวัน ตอนนี้มีคนติดตามฉันห้าพันกว่าคนแล้วล่ะ” อิ่มตอบเพื่อนด้วยรอยยิ้มที่กว้างและดวงตาเบิกบาน

“ยินดีด้วย FoodSpace” เพื่อนๆยกแก้วกาแฟจะมาชนกับอิ่ม แต่อิ่มยกแก้วหลบและยกมือโบกห้ามพัลวัน

“เดี๋ยวๆ นั่นเป็นข่าวดีก็จริง แต่ไม่ใช่ข่าวที่ฉันจะเล่าให้ฟัง”

“มีข่าวดีกว่านี้อีกเหรอ ว่ามาซิ” ริณีเร่งให้อิ่มเล่าเร็วๆ

“คือว่า เมื่อกี๊นี้เองตอนระหว่างทางจากคอนโดมาหาพวกแกเนี่ย มีร้านอาหารอีเมลมาให้ฉันไปรีวิวร้านเค้า แล้วให้ฉันกินฟรีด้วยล่ะแก” อิ่มกรี๊ดเบาๆอย่างดีใจ แบบที่ถ้าอยู่กับกลุ่มอื่นคงไม่กล้าทำ

“นี่ฉันเพิ่งมีแอคเค้าท์เล็กๆเองเค้าว่าฉันถ่ายรูปสวย เขียนรีวิวตรงๆดีก็เลยชวนฉันไปกินฟรีแล้วอ้ะ ปลื้มอ้ะพวกแก” อิ่มยิ้มแก้มปริ

“เฮ้ยยยย เจ๋งหว่ะอิ่ม เริ่มได้กินฟรีแล้ว เดี๋ยวต้องได้เงินตามมาในไม่ช้า เอ้าชน” จินนี่ยกแก้วกาแฟขึ้นชนกับอิ่ม เพื่อนๆก็ค่อยๆมาชนกับอิ่มทีละคน

“ยินดีด้วย อิ่ม FoodSpace” เพื่อนๆส่งเสียงยินดีกับอิ่มอย่างคึกครื้น

“แกไปกินฟรีที่ไหนเรียกฉันไปด้วยนะ” ออร่าพูดหน้าตาจริงจัง

“ฉันด้วยๆ อยากไปดูว่าแก หรือพวกบล๊อกเกอร์เค้าทำงานยังไงกันอ้ะ” ริณีกล่าวเสริม

“ได้เลยเพื่อนๆ เดี๋ยวจะแจ้งข่าว ใครว่างไปกะฉันหน่อยก็ดี ไปคนเดียวเหงา ดูไม่มีทีมงาน ฮิฮิ” อิ่มพูด

“คือจะให้พวกฉันไปเป็นทีมงานของ FoodSpace งี้?” ออร่าถาม “ช่าย ไปด้วยกันก็ต้องไปช่วยกันทำงาน มีปัญหามะแก” อิ่มถามกลับอย่างอารมณ์ดี

“ไม่มีปัญหาเล๊ย ไปกินฟรี จะให้พวกฉันทำอะไรฉันก็ก็ทำหมดล่ะ ขอแค่บอก ฮ่าๆ” ริณีตอบอย่างทันควัน ออร่าพยักหน้าหงึกหงักเป็นอันตกลง เข้าใจกันตามนี้

“ดีมาก ข่าวดี FoodSpace ผ่านไป อ้ะ อัพเดทชีวิตเพื่อนๆต่อ ลำดับต่อไปใครดีคะ” จินนี่ดำเนินรายการต่อราวกับเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์”

“กว่าจะอัพเดทชีวิตครบห้าคนเนี่ย กาแฟคงหมดก่อนอาหารจะมาป่าววะ?” ออร่าถามปนหัวเราะ

“หมดก็สั่งใหม่สิ ไม่ได้รีบไปไหนนี่ .. ฮืม ม่ายหยาก .. หยั่งงี้ไม่ยากหรอก ก็นึกว่ามันจะนักหนา” จินนี่ตอบเป็นเพลงของนักร้องขวัญใจของเธอ พร้อมโชว์ลีลาการเต้นด้วยการยกมือไปมาและยักไหล่อย่างเข้าจังหวะกัน เพื่อนๆผลัดกันเล่าเรื่อง ถามตอบกันไปมาสนุกสนาน

อิ่มคิดเสมอว่ามื้อสายวันอาทิตย์ เป็นการนัดเจอกันของเพื่อนๆที่ดีไปอีกแบบ เพราะมีเวลานั่งคุยกันได้ยาวตั้งแต่สายๆ ไปจนบ่ายแก่ๆ และเป็นการคุยกันอย่างมีสติด้วยไม่ใช่เมาแล้วปล่อยแอลกอฮอล์พูดแทน การกินอาหารนอกจากจะเป็นปัจจัยสี่ นอกจากจะเป็นการกินเพื่อความอร่อยแล้วก็ยังเป็นการสร้างบรรยากาสที่นำคนมาเจอกัน มาพูดคุยกันได้อย่างมีความสุขอีกด้วย การที่คนเรามีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นก้าวเล็กๆหรือก้าวใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่มีใครให้เราแบ่งปันความสุขด้วย มันก็คงไม่ค่อยจะมีค่าอะไรนัก อิ่มมองเพื่อนๆอย่างมีความสุขและรู้สึกโชคดีที่มีเพื่อนที่จริงใจและดีต่อกันอย่างเพื่อนกลุ่มนี้

 

---------------------------

<<Previous อ่านตอนที่ 4 กดที่นี่<< 

>>Next อ่านตอนที่ 6 กดที่นี่>>

Visitors: 42,444