ตอนที่ 6: เลิฟมี เลิฟมายฟู้ด Love me, Love my Food

<< Previous อ่านตอนที่ 5 คลิ๊กที่นี่ <<                                                                                                                                                
>>Next อ่านตอนที่ 7 คลิ๊กที่นี่ >>

ตอนที่6: เลิฟมี เลิฟมายฟู้ด Love me, Love my Food

“นี่ก็มารีวิวเป็นร้านที่สามแล้วสินะแก เริ่ดอ้ะ” ริณีกระซิบถามอิ่มพลางปรบมือเบาๆอยู่ข้างๆ

“ช่ายย” อิ่มตอบพลางยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปอาหารข้างหน้าอย่างคล่องแคล่ว อาหารไทยจัดอย่างประณีตสำรับใหญ่ตรงหน้าประกอบไปด้วยอาหารหลากหลายเมนูจัดใส่มาในภาชนะเครื่องเคลือบสวยงาม เสิร์ฟมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย นับรวมคาวหวานได้สิบเอ็ดอย่าง มีทั้งมัสมั่นเนื้อในถ้วยกระเบื้องเคลือบขนาดพอเหมาะมีควันลอย ส่งกลิ่นหอมฉุย มันฝรั่งหั่นชิ้นโตสีเหลืองอ่อนตัดกับน้ำแกงเข้มข้นสีแดงปนส้ม เนื้อวัวชิ้นพอคำเห็นลายเนื้อเป็นริ้วๆดูเปื่อยยุ่ย มีถั่วโรย ปลาดุกฟูสีทองอร่าม เนื้อดูกรอบซุย มีน้ำจิ้มสีสันสดใสเป็นยำมะม่วงใส่หอมแดง ผสมพริกมะนาวน้ำปลาอย่างลงตัว เสิร์ฟมาบนพานกระเบื้องเคลือบสีขาวลายฟ้าสวยงาม อิ่มค่อยๆถ่ายรูปอาหารจานต่างๆด้วยโทรศัพท์มือถือ ทั้งจายเดี่ยวทั้งเป็นหมู่ หลายๆครั้งอิ่มก็ขยับจับวางอาหารเสียใหม่ให้สวยงามตามที่สายตาของเธอจะเห็น

“แกจะถ่ายข้าวตังหน้าตั้งยังไงให้น่ากินวะ มีเทคนิกยังไงแชร์มามั่งซิ” ออร่ายื่นหน้าเข้ามาถามใกล้ๆอิ่ม

“ฉันน่ะเหรอ ก็ต้องมีไอเดียในหัวก่อน ว่าอาหารแบบนี้ ถ้าเราเห็นรูปเป็นแบบไหนเราถึงว่ามันจะน่ากิน แล้วก็ถ่ายให้ได้อย่างงั้น ลองซัก สามสี่แบบต่างๆกัน อาจจะมีเขยิบอาหารบ้างนิดหน่อยจัดจานใหม่ตามที่เราคิดว่าสวย แล้วก็มาเลือกว่าอันไหนถูกใจสุด” อิ่มตอบเพื่อนพลางขยับจานส้มตำไข่เค็มด้านหน้ามาถ่ายรูปเพิ่มเติม

“แกใจเย็นเนอะ ฉันไม่ค่อยอดทนหว่ะ อยากกินแล้วเนี่ย กลิ่นห๊อมหอม” ออร่าบอกพลางทำลิ้นเลียริมฝีปากแผล่บๆ

“เอ้า ถ่ายรูปเสร็จแล้วแก กินกันเถอะ จะได้บอกถูกว่ารสชาติเป็นยังไง เหมือนหรือต่างกับหน้าตาแค่ไหน ควรมากินรึเปล่า จะได้รีวิวถูก” อิ่มบอกเพื่อนสาวทั้งสองที่ยืนน้ำลายสอ แล้วทุกคนก็นั่งลงจัดจานตักข้าวสวยใส่จานเป็นพัลวัน อาหารไทยนี่ต้องกินกับข้าวสวยร้อนๆจริงๆ มันจะส่งให้รสกับข้าวโดดเด่น กลมกล่อมมากเข้าไปอีก อิ่มตักแกงมัสมั่นเนื้อหนึ่งช้อนราดบนข้าวหอมมะลิร้อนๆควันฉุยแล้วเตรียมตักใส่ปาก

“แกหมายความว่า ถ้าไม่อร่อย แกจะบอกลูกเพจแกว่าอย่ามากินเหรอ” ริณีถามอิ่ม

“เออ ก็คงบอกตามจริงนะ ไม่อยากหลอกใครมาแล้วทำให้เค้าเสียเส้น” อิ่มตอบเพื่อนก่อนจะยกช้อนที่พูนไปด้วยข้าวสวยราดมัสมั่นเนื้อ แบบช้อนเดียวมีครบทุกส่วนประกอบทั้งชิ้นเนื้อวัวทั้งมนฝรั่ง หอมใหญ่และถั่ว ขึ้นมาจ่อที่ปากพร้อมจะรับประทาน

“แล้วร้านจะไม่โกรธแกเหรอวะ อุตส่าห์ให้กินฟรี” ออร่าถามพลางทำหน้าสงสัย

“อ๊าวว ของไม่ดีจะมาโฆษณาว่าดี มันก็ไม่จริงใจสิแก คนอย่างอิ่ม FoodSpace รีวิวอาหารแบบจริงใจจ้ะ อีกอย่างถ้าอาหารไม่อร่อยเด็ดแต่ร้านเค้าสวย หรือบริการดีมาก เราก็ไปชมเค้าตรงนั้นได้ แต่ฉันไม่โกหกให้นะ” อิ่มอธิบายคอนเซปท์การเป็นนักรีวิวของเธอให้เพื่อนๆฟังทั้งๆที่มือยังถือช้อนคาอยู่

“เป็น blogger มีอุดมการณ์ว่างั้น เอ้ากินๆ” ออร่าแซวและหัวเราะพลางตักอาหารเข้าปาก อิ่มไม่รออะไรแล้วเอาช้อนเข้าปาก มัสมั่นคำโตทำให้อิ่มตาโตตามไปด้วย ช่วงเวลารับประทาน อาหารเธอไม่เคยห่วงสวยเอาเสียเลย

“ใช้คำว่าจริงใจดีกว่าแก โอ๊ย .. แกงมัสมั่นเนื้อนี่อร่อยมากอ้ะ หน้าตาก็สวย หอมเครื่องแกง เนื้อเปื่อยยุ่ยได้ที่เคี้ยวละมุนลิ้นมาก หอมใหญ่กับมันฝรั่งก็สุกกำลังดี น้ำแกงมัสมั่นไม่หวานเกินไปไม่มันเกินไป รสนี้หากินยากมากอ้ะ เชฟเก่งอ้ะ สมแล้วที่เป็นสูตรชาววัง” อิ่มพูดหลังกลืนอาหารคำแรกลงคอ พลางทำหน้าตาปลื้มปริ่ม

“โอ๊ย ฉันชอบปูหลนนี่มากอ้ะ ร้านนี้สวยดีเน๊อะ อาหารก็โอ ราคาก็ไม่แพงมาก” ริณีเคี้ยวอาหารตุ้ยๆแล้วยกนิ้วชื่นชม

“บางอย่างก็ไม่อร่อยแก อย่างผัดถั่วงอกกับเต้าหู้เนี่ย จืดสนิท จานชามแต่งมาสวยงามก็จริงแต่มีบังคับให้หนึ่งคนสั่งหนึ่งเซท มันก็เยอะเกินไป ถ้าสั่งทั้งสำรับเนี่ยแล้วแบ่งกันได้สองคนนะ จะดีมากเลยฉันว่า” อิ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ขอบใจนะแกที่ชวนฉันมากินฟรีด้วย ได้ประสบการณ์ด้วยเนี่ย หลายอย่างก็อร่อยดี” ออร่ากล่าว

“แกมาด้วยฉันก็ดีใจ มาคนเดียวก็กินไม่หมดแหล่ะ ร้านนี้พวกแกว่าไหม พาฝรั่งมากินคงชอบกันมาก อาหารไทยแท้ๆสวยๆ ร้านสะอาด บริการดีๆ ราคาไม่แพงมาก หายาก” อิ่มตอบเพื่อนไปหัวเราะไป แล้วหยิบน้ำตะไคร้ผสมอัญชันสีน้ำเงินครามสวยงาม ขึ้นมาดื่มอย่างชื่นใจ

“แล้วนี่จะมีรีวิวร้านไหนอีกไหมเร็วๆนี้” ออร่าถาม

“ตอนนี้มีบริษัทอะไรไม่รู้ ชื่อ Easy Reservation เป็นพวกบริษัททำแอ๊พพลิเคชั่นบนมือถือ เอาไว้ให้คนจองโต๊ะตามร้านอาหารในกรุงเทพได้แบบออนไลน์น่ะ แอ๊บเดียวจองร้านไหนก็ได้อะไรงี้ เค้ามาชวนฉันให้ไปเป็นหนึ่งในแก๊งบล๊อกเกอร์ของแอ๊บ แล้วก็ไปรีวิวร้านอาหารในเครื่อข่ายของเค้าน่ะ ฉันก็แอบตื่นเต้นนะแก” อิ่มเล่าความคืบหน้าในงานอดิเรกของเธอ

“เฮ้ยฟังดูดี โอ๊ยเพื่อนจะดังแล้ว งี้แกก็จะได้ไปกินไปรีวิวอีกหลายร้านในเครื่อข่ายของแอ๊บนี้เลยล่ะสิ ดูเป็นจริงเป็นจังอ้ะ” ริณีพูดอย่างตื่นเต้น

“คงงั้นมั๊ง รีวิวหลายร้านน่ะใช่แต่เรื่องจะดังแล้วนี่ฉันว่าอีกไกลว่ะ เพราะไม่รู้รายละเอียดเลย ที่ผ่านๆมาก็รีวิวฟรี ไม่เคยจะได้ตังค์อะไร รายนี้ก็คุยกันแต่ทางอีเมล เดี๋ยววันสองวันนี้ เค้าคงโทรมาคุยรายละเอียดน่ะ”

“มีแต่งานคุณบุญช่วยกับคุณสังวานสินะ” ออร่าพูดแซวและหัวเราะเบาๆ

“อะไรวะแก งานคุณบุญช่วยกับคุณสังวาน?” อิ่มถามอย่างงงๆ “มันคือมุขที่ได้มาจากพี่แม่บ้านที่ธนาคารว่ะ งานคุณบุญช่วย ก็คือเค้าให้ช่วยๆทำหน่อย งานคุณสังวานก็วานทำให้หน่อย ไม่ได้ตังค์ไม่ได้ค่าตัวซักงานไง” ออร่าเฉลยจบแล้วเพื่อนสาวทั้งสามคนก็หัวเราะกันเสียงดัง

“แต่มาเรื่อยๆก็ดีแล้วแก ค่อยๆทำไปค่อยๆสร้างชื่อเสียงไปแก” ริณีพูดให้กำลังใจ

“ว่าแต่คะแนนหมูๆอะไรของแกมันมีกฎเกณฑ์ยังไงอ้ะ” ออร่าถาม “คือชั้นให้คะแนนการรีวิวเป็นจำนวนลูกหมูไง เต็มนี่คือมีห้าหมู แต่ละเมนูหรือแต่ละร้านจะได้คะแนนเท่าไหร่มันต้องดูหลายๆองค์ประกอบ ทั้งรสชาติ การนำเสนอหรือการแต่งจาน ราคา ความสะอาด และบริการ รวมถึงที่จอดรถและความสะดวกในการเดินทาง ถ้าดีเริ่ดทุกอย่างจะได้คะแนนเต็ม ไม่งั้นก็จะถูกหักตามสัดส่วน” จังหวะนั้นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของร้าน หรือ PR เดินมาหาโต๊ะของอิ่มพอดี

“สวัสดีค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ อาหารของเรา” น้องพีอาร์สาวสวยถามอย่างอารมณ์ดี “ดีนะคะ อร่อยใช้ได้เลย เมนูอาหารไทยยากๆหลายๆจานทำได้ดีโดยเฉพาะมัสมั่นกับหลนปูค่ะ ราคาก็รับได้ค่ะ ร้านสวย บริการดี แต่ถ้าหนึ่งชุดนี่ สั่งมาแบ่งกันรับประทานได้ น่าจะสะดวกต่อลูกค้าแล้วก็จูงใจกว่านะคะ คือมันเยอะมากเลยน่ะค่ะ อิ่มว่าเอาให้ลูกค้ามาที่ร้านให้ได้ก่อน พอเค้ามาถึงเดี๋ยวเค้าก็สั่งนู้นเพิ่ม สั่งนี่เพิ่มเองค่ะ” อิ่มรีวิวด้วยคำพูดคร่าวๆให้น้อง PR ฟัง

“ขอบคุณค่ะ ชอบจังเวลาบล๊อกเกอร์มารีวิวแล้วแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์กับทางร้านค่ะ เพราะปกติ SR จะไม่ค่อยติเท่าไหร่มักจะชมๆเขียนให้เราดูดีน่ะค่ะ ไม่เหมือน CR ที่จะบอกกันตรงๆหรือไม่ก็แนะนำให้เว่อร์ๆไปเลยทำไม่ได้จริง” ประชาสัมพันธ์สาวกล่าวขอบคุณ

“นี่ลงรูปไปแล้วรูปนึงนะคะ เดี๋ยวทานเสร็จจะลงให้อีกค่ะ รวมๆ น่าจะลงได้ ไม่น้อยกว่า 3-4รูป ภายในหนึ่งสัปดาห์นะคะ" อิ่มพูดพลางยิ้ม 

“ขอบคุณมากค่ะ ทางร้านเรามีร้านในเครืออีกที่นึง จะรบกวนเชิญคุณ FoodSpace และทีมงานไปรีวิวเดือนหน้าด้วย ไม่ทราบสะดวกไหมคะ?”

“สะดวกค่ะ” ริณีกับออร่าตอบเป้นเสียงเดียวกันอย่างทันควัน

“เดี๋ยวเรานัดวันเวลากันอีกทีนะคะ มีอะไรให้รีวิว เรียกใช้งานได้ตลอดนะคะ ขอบคุณมากค่ะ” อิ่มพูดสมทบเพื่อนๆ พอน้องพีอาร์เดินพ้นประตูลับตาไป อิ่มก็รีบหันมาพูดกับเพื่อนสาวทั้งสอง

“แหม พวกแกรับงานแทนฉันทันทีเลยนะยะ” อิ่มหันมามองเพื่อนอย่างรู้ทัน

“แหม ก็มันดีใจแทนเพื่อนอ้ะ” ริณีตอบเขินๆแล้วกินปลาดุกฟูต่อ

“นี่ๆอิ่ม รูปที่แกลงเมื่อกี๊อ้ะ เรายังไม่ทันกินข้าวอิ่มเลย ก็มีคนมา likes สองร้อยกว่าคนแล้วอ้ะ ของเค้าดีจริงๆวุ้ย” ออร่ายื่นมือถือมาให้อิ่มดู

“อืม มันก็ประมาณนี้แหล่ะ แอคเค้าท์เล็กๆอย่างฉัน ถ้ารูปสวยๆก็จะได้ประมาณ สามร้อยสี่ร้อยกว่าๆไลค์ แต่ถ้าสวยมากเห็นแล้วน้ำลายไหลเยิ้มนี่ก็อาจจะได้ถึง ห้าร้อยหรือหกร้อยไลค์ได้” อิ่มตอบด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

“แล้วที่น้องประชาสัมพันธ์เมื่อกี๊พูด SR แล้วก็ CR มันคืออะไรวะแก” ออร่าถามต่อ

“SR ย่อมาจาก Sponsor Review หรือ การรีวิวที่มีสปอนเซ่อร์จ่ายตังค์ให้ คือร้านให้กินฟรีตัวฟู้ดบล๊อกเกอร์ไม่ต้องจ่ายตังค่ากิน อย่างวันนี้ไง ส่วน CR ย่อมาจาก Customer Review คือการรีวิวจากลูกค้าที่จ่ายตังค์เอง กินเอง รีวิวเอง เหมือนส่วนใหญ่ที่ฉันทำๆน่ะ”

“อ๋อ SR ส่วนใหญ่ คนมารีวิวก็เลยจะพูดจาอวยชื่นชมร้านมากหน่อยเพราะกินของเค้าฟรี แต่ถ้าเป็น CR คนรีวิวอยากพูดอะไรก็พูดเพราะฉันกินเสียตังค์กินเอง” ริณีสรุปให้ออร่าฟัง “ช่ายแล้ว” อิ่มตอบเพื่อนๆเสียงยาว

“ทำไมบางคนบางแอคเค้าท์มีคนตามเป็นแสนๆเลยวะ รูปก็ไม่ได้สวยกว่าของแกอะไรนะ FoodSpace แกกว่าจะได้คนติดตาม สี่ห้าพันคนเนี่ย เห็นเหนื่อยแทบตาย แกซื้อฟอลโล่ไหมแก นี่ๆฉันเห็นจ่ายซักไม่กี่พันบาทนะ มีคนฟอลโล่แกเพิ่มเป็นหมื่นเลยเนี่ย” ออร่าถามพลางยื่นมือถือให้ดูข้อมูล

“ไม่ล่ะแก มันไม่จริงแล้วก็ไม่ยั่งยืนอ้ะแก อีกอย่างคนในแวดวง เค้าดูกันออกนะ ว่าตัวเลขปลอมเพราะมันฟ้อง จำนวนคนฟอลโล่กับจำนวนกดไลค์ต่อรูปมันไม่สัมพันธ์กัน” อิ่มตอบเพื่อน

“แล้วเมื่อไหร่แกจะเป็นบล๊อกเกอร์แบบได้ตังค์เลี้ยงตัวเองได้วะ” ริณีถามต่อ

“อีกนานแก ตอนนี้ได้มารีวิวกินฟรีก็ปลื้มมากแล้วเนี่ย” สามสาวยิ้มแย้มกันเฮฮาแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตารับประทานกันอย่างจริงจังต่อไป เสียงโทรศัพท์ของอิ่มดังขึ้นสั้น เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็เห็นมีข้อความจากดนัยเดช เข้ามา นี่วันอาทิตย์ มีอะไรหรือเปล่า อิ่มกดเข้าไปอ่านด้วยความงุนงง

 

“อิ่มครับ ถ้าไม่รบกวนมากไป พรุ่งนี้เช้า ผมขอติดรถไปทำงานด้วยนะครับ คือรถผมเข้าศูนย์แล้วทำยังไม่เสร็จ เดี๋ยวผมไปรอที่หน้าคอนโดครับ สะดวกกี่โมงบอกมาได้เลยครับ จาก พี่แดนนี่” อิ่มอ่านข้อความจบแล้วทำหน้า งง หนักกว่าตอนที่ยังไม่ได้อ่าน จริงๆคอนโดพี่แดนนี่อะไรนี่ก็อยู่ไม่ไกลจากคอนโดเธอ แต่ก็นั่งแท๊กซี่ไปเองก็ได้นี่ หรืออยากประหยัดค่ารถ?

“เป็นไรเหรออิ่ม อ่านมือถือแล้วทำหน้าประหลาด” ออร่าถามพลางตักขนมจีนน้ำพริกพร้อมผักเครื่องเคียงคำใหญ่เข้าปาก

“พี่ดนัยเดชน่ะสิแก จะมาขอติดรถฉันไปทำงานด้วยพรุ่งนี้ แปลกนะ” อิ่มอธิบาย

“นั่นไง น่านไง ฉันบอกแกแล้วว่าอีตาคนนี้ไม่ได้มาธรรมดา จีบแกแหง” ริณีฟันธง

“แต่เค้าก็หายๆไปสองสามอาทิตย์แล้วนะแก วันนี้อีท่าไหนไม่รู้ มาขอไปออฟฟิศด้วย” อิ่มยังไม่ปักใจเชื่อริณี

“โอ๊ย อย่าคิดเยอะค่ะ อายุปูนนี้แล้ว มีผู้ชายเข้ามาแอ๊วจงภูมิใจแล้วเล่นด้วยเบาๆไปก่อน ถ้าซักพักดูว่าดีก็เก็บไว้ ถ้าไม่ไหวก็บ๊ายบาย ง่ายจะตาย” ออร่าแนะ

“เออก็จริง พี่เค้ารถเสียเลยมาขอติดรถไปทำงานด้วย ไม่ได้มาขอแต่งงานซะหน่อย งั้นฉันตอบโอเคไปละกันนะ” เพื่อนๆพยักหน้าหงึกหงักเพราะพูดโต้ตอบไม่ได้เนื่องจากต่างคนมีอาหารอยู่เต็มปาก

อิ่มพิมพ์ตอบไปทางโทรศัพท์สั้นๆนัดเวลาให้มารอที่หน้าคอนโดพรุ่งนี้เช้า “ได้ค่ะ อิ่มออกเจ็ดโมงครึ่งนะคะ” อิ่มกดปุ่มส่งข้อความออก ภายในสามวินาที โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นอีกครั้ง เป็นดนัยเดชหรือแดนนี่นั่นเองที่ตอบกลับมาอย่างแทบจะทันทีทันใด

“ได้เลยครับ ขอบคุณมาก แล้วพรุ่งนี้เจอกัน Have a nice day ครับ” อิ่มมองดูข้อความในมือถือแล้วคิดอะไรในใจเงียบๆ

พี่ดนัยเดชเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายไอที จบวิศวะจากมหาวิทยาลัยเดียวกับเธอไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกาแล้ว เคยทำงานอยู่เมืองนอกเมืองนาก็หลายปี ทางบ้านได้ข่าวว่าก็มีฐานะ แต่ผู้ชายแท้ๆอายุใกล้จะสี่สิบยังไม่เคยแต่งงาน มันต้องมีอะไรผิดปกติซักอย่างแน่นอน อิ่มถอนหายใจอย่างปลงๆ ช่างมันเถิด เดี๋ยวก็รู้เอง

-------------------------------------

อิ่มแยกย้ายกับริณีและออร่าขับรถกลับบ้าน บ่ายแก่แล้ว กินมาอิ่มๆตาปรือเหมือนที่คนรุ่นก่อนๆชอบพูด พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน อิ่มเปิดเพลงบนรถดังๆแล้วร้องตามพลางขยับตัวไปมาเต้นให้ตื่นตัว เพลงยังไม่ทันถึงท่อนฮุกก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามา

“แหม กำลังจะถึงท่อนฮุกเชียว ใครโทรมาเนี่ย” อิ่มหยิบโทรศัพท์ต่อหูฟัง หรี่เสียงเพลงแล้วกดรับสาย

“สวัสดีค่ะ คุณ FoodSpace นะคะ” “ห๊ะ สวัสดีค่ะ FoodSpace พูดสายค่ะ” นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนแปลกหน้าโทรเข้ามาแล้วเรียกอิ่มว่า คุณฟู้ดสเปซ อิ่มแอบหัวเราะกับตัวเองเบาๆ มันปลื้มนะแต่ฟังแล้วจั๊กกะเดียม มากแอบเขินนิดหน่อย

“ดิฉันชื่อรุ่ง โทรมาจาก Easy Reservation นะคะ คือผู้จัดการอยากเชิญบล๊อกเกอร์ทุกท่านมาประชุมที่ออฟฟิศก่อนจะเริ่มเปิดตัวโปรเจคน่ะค่ะ” เสียงจากปลายใสดังเข้ามาอย่างสดใส

“อ๋อ ได้เลยค่ะ ที่ไหน ยังไง เมื่อไหร่คะ”อิ่มตอบกลับไปทันควัน

“วันพุธหน้าตอนบ่ายสองครึ่งค่ะ ออฟฟิศเราอยู่พระรามเก้านะคะ เดี๋ยวส่งรายละเอียดกับแผนที่ไปทางอีเมลนะคะ” อีกฝั่งตอบมาอย่างฉะฉาน หวาย วันพุธ อิ่มคิดในใจ ทำไงดีล่ะต้องลางานเหรอ ลาครึ่งวันได้แหล่ะน่า ออฟฟิศไม่ได้งานด่วนอะไรนี่นา

“พุธหน้าบ่ายสองโมงครึ่ง ได้ค่ะ” อิ่มตอบไปอย่างฉะฉานเช่นกัน “คุณ Food Space ชื่อจริงชื่ออะไรคะ” ปลายสายถามมาเสียงใส

“อมรินทราค่ะ แต่เรียกชื่อเล่นก็ได้นะคะ เรียกอิ่มดีกว่ามะคะ” อิ่มตอบขณะรถแล่นลอดอุโมงค์ข้ามแยก เสียงสัญญานโทรศัพท์ขาดๆหายทำให้เธอได้ยินอีกฝั่งไม่ชัดเจน

“ฮัลโหล คุณรุ่งยังอยู่ไหมคะ อิ่มกำลังขับรถลงอุโมงค์สัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยดีเลยค่ะ” อิ่มกรอกเสียงลงตามสายโทรศัพท์

“ค่ะ อยู่ค่ะ คุณอิ่มมะนะคะ ฮัลโหลๆ เดี๋ยวส่งรายละเอียดไปทางอีเมลนะคะ คุณอิ่มมะ” อีกฝั่งตอบมาด้วยเสียงขาดๆหายๆ

“อิ่มค่ะ ชื่ออิ่มเฉยๆค่ะ ฮัลโหลๆ” อิ่มกรอกเสียงพูดตามสายโทรศัพท์ไป แต่สายก็หลุดไปแล้ว

อิ่มไม่แน่ใจว่าอีกฝั่งนึงฟังชื่อเธอถูกรึเปล่า แต่เดี๋ยวก็ค่อยคุยกันทางอีเมลอีกที ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ยังไงการเดินทางไปบนเส้นทาง food blogger ก็ได้ค่อยๆเริ่มขึ้นจริงๆแล้ว อิ่มยิ้มกว้างให้ตัวเอง เร่งเสียงเพลงในรถให้ดังขึ้น ท่อนฮุกมาพอดี อิ่มตะโกนร้องเพลงตามด้วยเสียงอันดังสุดปอดอย่างมีความสุขในขณะที่รถก็ทะยานไปข้างหน้าตามเลนส์ของทาง ที่แม้จะยังไม่ถึงจุดหมายซักทีและรถก็ไปได้ไม่เร็วนักแต่ก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด เส้นทางนักรีวิวอาหารของอิ่มก็คงเช่นกัน

 

------------------------------------------------------

 

“อ่าว สายหลุด ดีนะที่นัดวันเรียบร้อยแล้ว” หญิงสาวผมยาวตัวผอมเพรียวสวมเสื้อปกโปโลกางเกงยีนส์ขาสั้นไม่แต่งหน้า วางหูโทรศัพท์แล้วจดอะไรยิกๆลงในสมุดบันทึก เธอลุกขึ้นเดินไปพร้อมสมุดเล่มนั้น เดินสองสามก้าวไปยังประตูห้องที่อยู่ด้านหลังของเธอ หน้าประตูห้องมีป้ายเขียนว่า ผู้จัดการทั่วไป เธอเคาะประตูเบาๆ

“เชิญครับ” เสียงผู้ชายทุ้มเข้มขานรับเสียงเคาะประตู เมื่อประตูเปิด รุ่งก็เห็นผู้ชายหน้าตาธรรมดา ผิวขาวเหลือง ผมรองทรงคนเดิม ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวลายทางลงคล้ายเดิม และยังง่วนกับการเซ็นเอกสารเหมือนเดิม

“พี่อัคคะ รุ่งโทรนัดบล๊อกเกอร์ได้ครบ 20 คนแล้วค่ะ นัดมาบริฟพุธหน้าบ่ายสองครึ่งตามที่พี่อัคสั่งเป๊ะค่ะ” เธอพูดกับเขาในขณะก้าวเข้าไปในห้องทำงานนั้น

“ขอบใจมากอีกทีรุ่ง ที่มาช่วยพี่ทำโปรเจคนี้ ทั้งช่วยคิดคอนเซปท์ทั้งหาบล๊อกเกอร์แล้วก็หาร้านอาหารมาร่วมโปรเจคเพิ่ม มีบล๊อกเกอร์คนไหนน่าสนใจเป็นพิเศษไหม” ชายหนุ่มถาม

“มีค่ะ นี่รายชื่อบล๊อกเกอร์ทั้งหมดค่ะ ทั้งชื่อที่ใช้ทำบล๊อกละก็ชื่อจริงๆของทุกคน พี่อี๊ดจาก Eat Today ก็ยอมมาทำงานกับเราด้วยนะคำ ได้ตัวใหญ่แห่งวงการรีวิวอาหารมาด้วย รุ่งตื้อเกือบตายค่ะ แต่น่าจะช่วยทำให้กระแสเรากระเพื่อมได้ค่ะ พี่เค้ามีคนติดตามอยู่จะถึงครึ่งล้านแล้วค่ะ ส่วนคนสุดท้ายที่เพิ่งวางหูไปนี่ชื่อตลกดี เพจเค้าเล็กๆชื่อ FoodSpace ชื่อบล๊อกชื่อเพจฟังดูดีตรงกับงานนะ แต่ชื่อตัวบล๊อกเกอร์น่ะพี่ชื่อตลกดี ชื่อโคตรเหมาะกับงานเลย เค้าชื่อ อิ่มมะ” รุ่งรายงานพลางหัวเราะเบาๆ

“ห๊ะ คนอะไรชื่ออิ่มมะ แล้วยังมาทำงานเป็นคนรีวิวอาหารเป็นฟู้ดบล๊อกเกอร์อีก เค้าคงเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เน๊อะ” อัคตอบพร้อมกับหัวเราะ

“นั่นดิพี่อัค ภาษาอะไรวะ อิ่มมะ ญี่ปุ่นเหรอ หรือ เกาหลี? อิ่มมะ มะอิ่มค่ะ ขอกินอีก อย่างงี้เหรอ” รุ่งและอัคหัวเราะพร้อมๆกันอย่างสนุกสนาน

“เอาน่า เค้าก็จะมาเป็นอีกแรงนึงที่จะมาช่วยบริษัทเราให้เติบโตเป็นที่รู้จักได้นะ ทำดีกับเค้าหน่อย” อัคยิ้ม

“ชัวร์ค่ะ พี่อัค รุ่งเป็นผู้ช่วยพี่อัคก็ต้องช่วยพี่อัคตามที่สั่งมาอยู่แล้ว ก็แค่งงว่าชื่อเค้าทำไมแปลกจัง ว่าแต่มีอะไรอีกไหมคะ ไม่งั้นรุ่งขอกลับเร็วนะคะ วันนี้วันเสาร์ มีบอลนัดสำคัญ แฟนรออยู่ค่ะ” สาวร่างบางยักไหล่อย่างเป้นกันเองแล้วเดินจากไป

“โอ้ย รุ่ง พี่บอกหลายครั้งแล้วว่าอย่าพูดอย่างงั้น เราอุตส่าห์ยอมพักงานที่บ้านมาช่วยเป็นหัวหน้าโปรเจคบล๊อกเกอร์นี้ให้พี่ พี่ไม่รู้จะขอบใจยังไงเลย วันนี้กลับได้เลยนะ ไม่มีอะไรแล้ว เจอกันวันจันทร์นะ”

รุ่งยิ้มและเดินออกจากห้องไป อัคหยิบกระดาษที่หน่อยส่งมาให้ตรวจดูรายชื่อนักรีวิวอาหารทางอินเตอร์เนตหรือฟู้ด บล๊อกเกอร์ พอมาถึงชื่อสุดท้ายก็อดที่จะยิ้มกับตัวเองไม่ได้

“อิ่มมะ ชื่ออย่างงี้จะเป็นคนอย่างไหงเนี่ย” อัครำพึงกับตัวเองเบาๆแล้วยิ้มที่มุมปากอย่างอารมณ์ดี

 

---------------- จบตอนที่ 6 ------------------

<< Previous อ่านตอนที่ 5 คลิ๊กที่นี่  <<   

>> Next อ่านตอนที่ 7 คลิ๊กที่นี่ >>

Visitors: 42,444